SIAA เจ้าตลาดประมูลรถ จ่อเข้า mai ยื่นไฟลิ่งขาย IPO จำนวน 94.1 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายลาน-ลงทุน AI
สยามอินเตอร์ การประมูล (SIAA) ยื่นไฟลิ่งขาย IPO ไม่เกิน 94.10 ล้านหุ้น คิดเป็น 32% ของหุ้นหลังเสนอขาย เตรียมเข้า mai ระดมทุนขยายลานประมูล-ลงทุน AI, IoT และ Automation เปิดตัวเลขปี 2568 กำไรสุทธิ 180.71 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกปี 2569 กำไรลดเหลือ 45.79 ล้านบาท หลังปริมาณรถยึดเข้าสู่ระบบลดลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สยามอินเตอร์ การประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ SIAA ผู้ให้บริการประมูลยานยนต์ใช้แล้วและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 94.10 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 32% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลัง IPO
บริษัทมีแผนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มบริการ โดยภายหลัง IPO จะมีหุ้นสามัญทั้งหมด 294.10 ล้านหุ้น ขณะที่ราคาเสนอขายและมูลค่าการระดมทุนยังไม่ได้กำหนด ไฟลิ่งระบุว่าจะใช้วิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประกอบการกำหนดราคาเสนอขาย
สำหรับ SIAA ก่อตั้งเมื่อปี 2547 เริ่มต้นจากธุรกิจประมูลรถจักรยานยนต์ ก่อนขยายสู่รถยนต์ รถแทรกเตอร์ และยานยนต์ประเภทอื่น ปัจจุบันมีสาขาสำหรับจัดเก็บรถรอประมูล 47 แห่ง และลานประมูล 8 แห่งทั่วประเทศ โดยสำนักงานใหญ่และลานประมูลหลักอยู่บนถนนรามคำแหง พื้นที่ประมาณ 27 ไร่
ทรัพย์สินที่นำเข้าประมูลส่วนใหญ่มาจากนิติบุคคล เช่น สถาบันการเงิน บริษัทลิสซิ่ง บริษัทให้บริการรถเช่า และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ โดยสัดส่วนรถจากเจ้าของที่เป็นนิติบุคคลอยู่ที่ประมาณ 98-100% ของรถที่บริษัทจัดหาสำหรับประมูลในช่วงปี 2566-2568 และครึ่งแรกปี 2569
ผลประกอบการย้อนหลังพบว่า บริษัทมีรายได้รวม 475.18 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มเป็น 608.01 ล้านบาทในปี 2567 และอยู่ที่ 604.44 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้ 240.70 ล้านบาท เทียบกับ 295.15 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านกำไรสุทธิในปี 2566 อยู่ที่ 146.89 ล้านบาท, 154.38 ล้านบาทในปี 2567 และเพิ่มเป็น 180.71 ล้านบาทในปี 2568 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 45.79 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569
สำหรับธุรกิจประมูลรถยังเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยสร้างรายได้ 343.44 ล้านบาทในปี 2566, 431.43 ล้านบาทในปี 2567 และ 437.20 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 180.99 ล้านบาท หรือคิดเป็น 75.19% ของรายได้รวม เพิ่มจากสัดส่วน 70.86% ในช่วงเดียวกันปีก่อน
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยที่กระทบธุรกิจอย่างชัดเจนว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ส่งผลให้จำนวนรถยึดจากสถาบันการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปริมาณรถสำหรับนำเข้าประมูลลดลงมากในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งบริษัทมองว่าการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจ
อีกด้านหนึ่ง บริษัทมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ส่งรถรายใหญ่ โดยผู้ส่งรถที่เป็นนิติบุคคลรายใหญ่ 3 อันดับแรก มีสัดส่วนรวมประมาณ 28-35% ของรถที่จัดหาทั้งหมด อย่างไรก็ดี บริษัทเดินหน้ากระจายฐานคู่ค้า โดยจำนวนผู้ส่งรถที่เป็นนิติบุคคลเพิ่มจากประมาณ 97 รายในปี 2566 เป็นประมาณ 130 รายในช่วงครึ่งแรกปี 2569
เงินที่ได้จาก IPO มีแผนนำไปใช้ 3 ส่วน ได้แก่ ขยายโครงสร้างพื้นฐานและลานประมูลภายในปี 2572 ลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยี AI, IoT และ Automation ภายในปี 2571 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยจำนวนเงินในแต่ละส่วนยังไม่ได้ระบุ เนื่องจากราคา IPO ยังไม่กำหนด
ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อน IPO มี นายสันติ มหาสิทธิวัฒน์ ถือหุ้นใหญ่ 88.48% ตามด้วยนางจันทิมา มหาสิทธิวัฒน์ 5.91% และนายกาย นันต์ธนะ 5.61% หลัง IPO สัดส่วนจะลดลงเหลือ 60.17%, 4.02% และ 3.81% ตามลำดับ ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะถือหุ้นรวม 32%
นอกจากนี้ บริษัทกำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังหักภาษีและเงินสำรองตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากข้อมูลย้อนหลัง บริษัทมีอัตราจ่ายเงินปันผลเทียบกำไรสุทธิอยู่ที่ 104.33% ในปี 2566, 90.69% ปี 2567, 91.31% ปี 2568 และ 85.18% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569