ครม.ต่อไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน ‘กรุงศรี-EIC’ มองไตรมาส 4 แผ่ว
ครม.เคาะต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จ่าย 1,000 บาท เติมเงินบัตรสวัสดิการอีก 700 บาท อีก 2 เดือน “เอกนิติ” แจงเพื่อรับมือวิกฤต 3 ระลอก กลับมากระแทกซ้ำ เชื่อช่วยประคองเศรษฐกิจได้ ยังไม่ฟันธงจัดมาตรการดูแลเพิ่ม ด้าน “วิจัยกรุงศรี” ประเมินบริโภคภาคเอกชนส่อชะลอ ฟาก “SCB EIC” ฟันธงไตรมาส 4 เศรษฐกิจแผ่ว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2
โดย ดร.เอกนิติกล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม
2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้แผนงาน หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน (แผนงานหรือโครงการที่ 1) ตามบัญชีท้าย พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
ต่อ “ไทยช่วยไทย” 2 เดือน “พันบาท”
สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) มีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่
ทั้งนี้การใช้สิทธิภาครัฐยังคงสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 เวลา 06.00-23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00-21.00 น.
กดยืนยันสิทธิ 1-15 ต.ค.
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค. 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569
เติมเงินบัตรสวัสดิการ 700 บาท
ดร.เอกนิติกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมให้แก้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 อีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือน ต.ค. 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน
วิกฤต 3 ระลอกกลับมากระแทกซ้ำ
ดร.เอกนิติกล่าวว่า สาเหตุข้อหนึ่งที่ต้องดำเนินโครงการต่อ มาจากราคาพลังงาน วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องดูแลประชาชน
“วิกฤตจะมาเป็นหลายระลอก เราเคยเจอวิกฤตนี้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ระลอกที่ 1 เกิดจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ระลอกที่ 2 เกิดจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ระลอกที่ 3 คือกำลังซื้อที่ลดลง ทั้งสามลูกกลับมากระแทกประเทศไทยอีกครั้ง วันนี้สงครามตะวันออกกลางปะทุกลับมาใหม่ ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินเฟ้อเริ่มกลับมาสูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 2.5% ดัชนีราคาผู้ผลิตกลับมาสูงขึ้นเกือบ 10% จึงเป็นเหตุผลที่ ครม.ขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส”
ยันใช้วงเงินกู้คงเหลือ 4.4 หมื่นล้าน
ส่วนเม็ดเงินที่จะใช้มาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ใน 2 แสนล้านบาทแรก ซึ่งเหลือประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยจะช่วยประคองในช่วงเดือน ต.ค. จากที่จะสิ้นสุด ก.ย. ก็จะได้อีก 1 เดือน ถึงเดือน ต.ค. ซึ่งการเติมให้ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากข้อมูลล่าสุดในช่วง 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา พบว่าหลายคนอาจใช้ไม่หมดจึงมีเงินเหลือ รัฐบาลจึงขยายให้ 2 เดือน คือ ต.ค. และ พ.ย.
“เรามีการทบทวนผู้ถือบัตรสวัสดิการในวันที่ 1 ต.ค. เดิมบัตรสวัสดิการมี 13.1 ล้านคน วันนี้เราได้ขยายเผื่อไว้ประมาณ 14.5 ล้านคน หมายความว่าเราสามารถรองรับผู้ที่เข้ามาในบัตรสวัสดิการ ซึ่งกำลังทบทวนสิทธิอยู่ได้อย่างเพียงพอแน่นอน”
ทั้งนี้มาตรการในการดูแลผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน จะช่วยดูแลคนไทยตามสิทธิทั้งสิ้นประมาณ 47 ล้านคน
“งบประมาณที่ใช้ดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่เรารักษาไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเชื่อมั่นในฐานะการคลังของประเทศไทย”
มั่นใจลดค่าครองชีพได้
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประเมินผลโครงการไทยช่วยไทย พลัสในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าสามารถลดค่าครองชีพได้ สะท้อนจากเงินเฟ้อของไทยไม่ได้สูงมากเหมือนประเทศอื่น แม้ล่าสุดจะขยับขึ้นมาที่ 2.5% แต่ว่าจะเห็นเลยว่าเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ไม่ได้ขึ้นไปสูงมากเหมือนหลาย ๆ ประเทศที่ขยับขึ้นไป 5-6%, 7% ส่วนไทยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2.9% แล้วก็ปรับลดลงมา จึงได้ผลในเรื่องค่าครองชีพ
“อีกส่วนหนึ่ง คือการฟื้นเศรษฐกิจ การที่เราออก พ.ร.ก.กู้เงินทันที ตอนที่เรารู้ว่าวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดยาว เห็นได้ชัดว่าคลื่นสึนามิ 3 ระลอกกระทบแท้จริง อย่างที่เราคาดการณ์ไว้ เงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น กำลังซื้อเริ่มหด ตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 เริ่มหดลงมา วันนี้เรามั่นใจว่าโครงการที่รวดเร็วทันเวลา จะช่วยพยุงกำลังซื้อและช่วยเศรษฐกิจไทย
จากการประเมินจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เบื้องต้น ตัวเลขกลม ๆ ก็น่าจะได้ 0.4% จากโครงการนี้ในเฟสแรก ส่วนโครงการไทยช่วยไทย พลัสที่อนุมัติวันนี้จะทำให้จีดีพีเพิ่ม 0.1-0.2% เฉพาะส่วนของรัฐบาล และมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อ และลดค่าครองชีพได้”
ไม่ฟันธงจัดมาตรการกระตุ้น Q4 เพิ่ม
ดร.เอกนิติกล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีการเข้าไปคุมราคาสินค้าไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ส่วนไตรมาสสุดท้ายจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหรือไม่ ต้องขอดูสถานการณ์ก่อน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า เชื่อว่าโครงการนี้ชื่อไทยช่วยไทย พลัส ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลนำเงินไปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นโครงการ Copay ร้านค้าที่เข้าร่วมเป็นร้านค้ารายย่อยและร้านอุปโภคบริโภคขนาดไม่ใหญ่มาก ทุกคนช่วยกัน ประชาชนช่วยร้านค้า และร้านค้ากลับมาช่วยประชาชน
“หลักการของโครงการนี้ ไม่ใช่การให้เงินเปล่า แต่ Copay ทำให้เงินที่เรามีไม่มากถูกขยายเพิ่มขึ้นอีก 40% นั่นคือสิ่งที่ตรงกับชื่อโครงการจริง ๆ สำหรับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ตัวเลขการกระจายตัวและตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงการลดหย่อนภาษีอธิบายได้ดีอยู่แล้ว และมีงานวิจัยรับรองว่าโครงการทำมาเพียง 4 เดือน จีดีพีโตขึ้น 0.38% สำหรับโครงการ 60/40 ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เติบโตแน่นอน เพราะคนกลุ่มนี้มีโอกาสใช้จ่ายทั้งหมดได้ 100% ตามลักษณะของกลุ่มนี้”
“กรุงศรี” ชี้แนวโน้มการบริโภคชะลอ
ด้านรายงานจาก “วิจัยกรุงศรี” ธนาคารกรุงศรีอยุธยาชี้ว่า มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะนี้ แต่แรงส่งของการบริโภคภาคเอกชนอาจชะลอลงในระยะข้างหน้า เนื่องจาก 1.แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีแนวโน้มลดลงจากวงเงินของโครงการไทยช่วยไทย พลัสในระยะแรกที่กว่า 1.2 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทในระยะที่สอง
2.ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มภาระค่าครองชีพผ่านการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค (Pass-through Effect) และ 3.ความอ่อนแอของรายได้แรงงาน โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 0.25% ต่อปี เมื่อประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงมีแนวโน้มกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้าพื้นฐาน
EIC ประเมิน Q4 เศรษฐกิจแผ่ว
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมาก โดยประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1-2% หรืออาจเติบโตไม่ถึง 2% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จน SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นจาก 2.0% เป็น 2.2%
ทั้งนี้การชะลอตัวของ GDP ในไตรมาส 4 มีสาเหตุสำคัญ ทั้งเม็ดเงินส่วนใหญ่ของมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้วในไตรมาส 3 ทำให้ในไตรมาส 4 เหลือวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย อีกทั้งมีปัจจัยฐานสูงจากไตรมาส 4/2568 ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวเกือบ 3% ทำให้การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนชะลอลง
“ก่อนหน้านี้ SCB EIC ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการดังกล่าว เศรษฐกิจในไตรมาส 3 อาจไม่ขยายตัว แต่เมื่อมีมาตรการเข้ามาช่วยพยุง ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 เติบโตขึ้น และช่วยดัน GDP ภาพรวมทั้งปีให้ขยายตัวเกิน 2% โดยประเมินว่ามาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจประมาณ 0.2-0.3%
นอกจากนี้เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มไฮเทคที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์ในระดับสูง ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจในประเทศไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีต อีกทั้งต้องจับตาความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความเร็วในการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
“กรณีที่ภาครัฐเร่งนำวงเงิน 200,000 ล้านบาทมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้เพียงชั่วคราว และไม่ได้ช่วยดัน GDP ให้สูงขึ้นมากนัก อีกทั้งอาจกระทบต่อการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2570 เนื่องจากกรอบงบประมาณสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือน้อยลง และกลายเป็นความท้าทายในปีถัดไป”