เปิดผลสำรวจคุณธรรมและทุนชีวิตปี’69 คนไทยมีคุณธรรมระดับพอใช้
ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 พบวัยสร้างประเทศ 25–40 ปี ได้คะแนนพฤติกรรมคุณธรรมต่ำสุด 4.39 จาก 6 ซึ่งอยู่ในระดับพอใช้
ค่าครองชีพ งานที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำ เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน รวมถึงโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้หลายคนตื่นมาพร้อมโจทย์เดียวกันคือ ‘วันนี้ฉันจะรอดยังไง’ แต่มีอีกคำถามที่ท้าทายไม่แพ้กัน คือเราจะเอาตัวรอดอย่างไรโดยยังรักษาคุณธรรมและความเป็นมนุษย์ไว้ได้ ผลสำรวจล่าสุดของศูนย์คุณธรรมกำลังชวนให้คนไทยตอบคำถามนี้ และตัวเลขที่ออกมาก็น่าคิดไม่น้อย
ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สำรวจคนไทย 3 ช่วงวัย ได้แก่ 13–24 ปี, 25–40 ปี และ 41 ปีขึ้นไป ครอบคลุม 6 ภูมิภาค มีกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณรวม 39,490 ราย
ผลพบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 4.63 จากคะแนนเต็ม 6 ซึ่งอยู่ในระดับ “พอใช้” เมื่อแยกตามช่วงวัย กลุ่ม 13–24 ปี ได้ 4.53 กลุ่ม 41 ปีขึ้นไป ได้ 4.79 ส่วนกลุ่ม 25–40 ปี ได้ 4.39 ซึ่งต่ำที่สุดในสามช่วงวัย
เหตุที่กลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้นถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงวัยที่เป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นผู้ทำงาน ผู้สร้างครอบครัว และเป็นผู้ที่ต้องดูแลทั้งคนรุ่นก่อนและคนรุ่นถัดไปพร้อมกัน พฤติกรรมของคนวัยนี้จึงไม่ได้ส่งผลแค่ต่อตัวเอง แต่มีโอกาสส่งต่อไปยังครอบครัวและสังคมด้วย
หากดูใน 5 มิติของคุณธรรม คะแนนภาพรวมของผลสำรวจปี 2569 ระบุว่า “กตัญญู” สูงที่สุดที่ 5.09 ตามด้วยจิตสาธารณะ 4.65 วินัยและความรับผิดชอบ 4.59 สุจริต 4.42 และ “พอเพียง” ต่ำที่สุดที่ 4.39 ขอย้ำเพื่อไม่ให้สับสนว่าคะแนน 5 มิตินี้เป็นภาพรวม ไม่ใช่เฉพาะวัย 25–40 ปี และการที่คะแนนมิติพอเพียงบังเอิญเท่ากับค่าเฉลี่ยของวัย 25–40 ปีที่ 4.39 ก็เป็นเพียงความบังเอิญของตัวเลข ไม่ได้เป็นตัวเลขเดียวกัน
คุณธรรมต้องพิสูจน์
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในโลกยุคใหม่คุณธรรมไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องนามธรรมหรือคำสอน แต่ควรถูกมองเป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกต วัด และนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บุคคลต้องเผชิญกับสิ่งยั่วยวน ปัญหา อุปสรรค และความยากลำบาก เพราะช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน คือช่วงเวลาที่สะท้อนว่าคุณธรรมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแล้วหรือไม่
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ Moral Development ที่อธิบายการพัฒนาคุณธรรมตั้งแต่การทำสิ่งต่าง ๆ เพราะกลัวการลงโทษหรือหวังรางวัล ไปสู่การปฏิบัติตามบรรทัดฐาน และพัฒนาไปสู่ระดับที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและสามารถยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต
โดยกฎหมายและจริยธรรมอาจเป็นเครื่องมือช่วยกำกับพฤติกรรม แต่คุณธรรมที่ยั่งยืนต้องพัฒนาไปสู่การเป็นพฤติกรรมจากภายใน พูดง่าย ๆ คือ ในวันที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีกฎบังคับ และทางลัดดูเย้ายวนที่สุด เราเลือกทำอะไร นั่นคือสิ่งที่ผลสำรวจนี้พยายามวัด
อีกประเด็นที่ศูนย์คุณธรรมให้ความสำคัญคือ คุณธรรมไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปในโลกดิจิทัล โดยถูกตีความและแสดงออกในรูปแบบใหม่ตามบริบทของสังคม เช่น กตัญญู ที่ในอดีตมองผ่านการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีแนวคิด Digital Empathy คือการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อสร้างความเข้าอกเข้าใจและดูแลคนในครอบครัวมากขึ้น
ขณะที่ จิตสาธารณะก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการลงแรงทำกิจกรรม แต่ขยายไปสู่การระดมทุนออนไลน์ การทำ CSR การแชร์ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างประโยชน์ต่อสังคม
ส่วนความสุจริตในโลกดิจิทัลก็ครอบคลุมตั้งแต่การเคารพลิขสิทธิ์ การให้เครดิตแหล่งที่มา ไปจนถึงจริยธรรมในการใช้ AI
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมความท้าทายใหม่ ทั้งเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แรงกดดันจากความคาดหวังของสังคม และช่องว่างระหว่างวัย ศูนย์คุณธรรมจึงวิเคราะห์กรณีศึกษาภาคคุณภาพ 180 กรณี ครอบคลุม 3 ช่วงวัยและ 6 ภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าคุณธรรมเปลี่ยนผ่านอย่างไรในบริบทสังคมไทย

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมคุณธรรมไม่สามารถฝากไว้กับโรงเรียนหรือเด็กและเยาวชนเพียงอย่างเดียว เพราะพฤติกรรมของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในครอบครัว เป็นส่วนสำคัญในการสร้างแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่
ดังนั้น การดูแลกลุ่มวัย 25–40 ปีจึงมีความสำคัญในเชิงระบบ เพราะเป็นวัยที่ต้องบริหารแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการทำงาน เศรษฐกิจ การสร้างครอบครัว การเลี้ยงดูบุตร และการดูแลพ่อแม่ หากผู้ใหญ่สามารถพัฒนาพฤติกรรมคุณธรรมของตนเองได้ ก็มีโอกาสสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเติบโตของเด็กและเยาวชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายของศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งไปที่การส่งเสริมคุณธรรมแบบบูรณาการ โดยให้ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน องค์กร และสังคมทำงานร่วมกัน พร้อมเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อและ AI เสริมพลังคนใกล้ตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี และช่วยให้ประชาชนบริหารแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้พลังชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของสังคมไทย มาช่วยสร้างระบบนิเวศทางคุณธรรมผ่านกลไกระดับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมพลังครอบครัว พลังสร้างปัญญา พลังเพื่อนและกิจกรรม และพลังชุมชน เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมเกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงในห้องเรียนหรือในระดับนโยบาย
ท้ายที่สุด รศ.นพ.สุริยเดว มองว่า ในโลกที่มนุษย์ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงกดดันรูปแบบใหม่ การรักษาคุณธรรมไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปใช้วิธีคิดแบบเดิมทั้งหมด แต่คือการทำความเข้าใจว่า คุณธรรมจะต้องปรับตัวอย่างไรให้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเข็มทิศของมนุษย์ได้ในโลกที่เปลี่ยนไป
เพราะโจทย์สำคัญของสังคมในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงเราจะเอาตัวรอดอย่างไรแต่คือเราจะเอาตัวรอดอย่างไร โดยไม่สูญเสียความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคม และความเป็นมนุษย์ของเราเอง