เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ
Tech เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ
ครม.ไฟเขียวงบฉุกเฉิน 4.7 พันล้าน ใช้เยียวยารับมือน้ำท่วม
Politics ครม.ไฟเขียวงบฉุกเฉิน 4.7 พันล้าน ใช้เยียวยารับมือน้ำท่วม
เจาะตลาดอสังหาฯ “ปทุมธานี” แคมปัสคอนโดยังฮอต แนวราบสต๊อกล้น ใช้เวลา 40 ปีขายหมด
Real Estate เจาะตลาดอสังหาฯ “ปทุมธานี” แคมปัสคอนโดยังฮอต แนวราบสต๊อกล้น ใช้เวลา 40 ปีขายหมด
‘เอกา โกลบอล’ ย้ำบทเรียนน้ำท่วมกทม. สะท้อนโจทย์ Longevity Packaging
Economic ‘เอกา โกลบอล’ ย้ำบทเรียนน้ำท่วมกทม. สะท้อนโจทย์ Longevity Packaging
ครม.ไฟเขียวจัดงบฯ 1.2 พันล้าน ให้ กยศ. เพื่อเสริมสภาพคล่อง
Politics ครม.ไฟเขียวจัดงบฯ 1.2 พันล้าน ให้ กยศ. เพื่อเสริมสภาพคล่อง
จับตาผลกระทบน้ำท่วม ก่อนเข้าไฮซีซัน พัทยายอดบุ๊กกิ้งวูบ20%
เศรษฐกิจภูมิภาค จับตาผลกระทบน้ำท่วม ก่อนเข้าไฮซีซัน พัทยายอดบุ๊กกิ้งวูบ20%
ปภ. แจ้งเตือน เตรียมอพยพ พื้นที่ริมน้ำแม่กลอง
News ปภ. แจ้งเตือน เตรียมอพยพ พื้นที่ริมน้ำแม่กลอง
ครม.ไฟเขียว 1.69 แสนล้าน ใช้เยียวยา-ทำเมกะโปรเจ็กต์รับมือน้ำท่วมภาคกลาง
Politics ครม.ไฟเขียว 1.69 แสนล้าน ใช้เยียวยา-ทำเมกะโปรเจ็กต์รับมือน้ำท่วมภาคกลาง
พาสปอร์ตมาเลเซีย ทรงอิทธิพลอันดับ 2 โลก ไปได้ 175 ประเทศ ไทยอันดับ 53
World พาสปอร์ตมาเลเซีย ทรงอิทธิพลอันดับ 2 โลก ไปได้ 175 ประเทศ ไทยอันดับ 53
RCL เพิ่มศักยภาพเรือใหม่ขนาด 4,488 ทีอียู 3 ลำ เสริมแกร่งกองเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์
Business RCL เพิ่มศักยภาพเรือใหม่ขนาด 4,488 ทีอียู 3 ลำ เสริมแกร่งกองเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์
ดูทั้งหมด

คุยกับเศรษฐา : จากวิกฤตสู่สินทรัพย์ เปลี่ยนน้ำเป็นรายได้อย่างไร ?

29 ก.ย. 2569 | 13:36น.
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

ผมเขียนเรื่องน้ำมา 3 ตอนแล้ว และนี่เป็นตอนสุดท้ายเรื่องน้ำ ตอนแรกเป็นเรื่องการเปลี่ยนไมนด์เซตเรื่องสู้กับน้ำมาสู่ไมนด์เซตอยู่กับน้ำหรือ Water Resilience เน้นแก้ปัญหาที่ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการน้ำ รวมไปถึงการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการใช้ “การก่อสร้าง” เพียงอย่างเดียว เพียงเพราะจะ “สู้” กับน้ำ

ตอนที่สองเป็นเรื่อง การชดเชยพื้นที่รับน้ำโดยคำนึงถึงสิทธิพึงได้ มากกว่าจ่ายชดเชยเพื่อการสงเคราะห์

ตอนที่สามเป็นเรื่อง น้ำไม่ใช่วิกฤตด้วยตัวของมันเอง แต่ที่มันวิกฤตเพราะการบริหารจัดการข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐกระจัดกระจาย ถือข้อมูลอุทกศาสตร์คนละชุด ถ้าบูรณาการข้อมูลน้ำให้เป็นชุดเดียวกันได้ ทุกหน่วยงานเห็นภาพของน้ำที่เป็นภาพเดียวกัน เราจะบริหารน้ำได้อย่างแม่นยำ และลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจของพวกเราทุกคน

ตอนสุดท้ายนี้สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว หากเราบูรณาการข้อมูลน้ำจนเห็นเป็นภาพเดียวกันได้ หน่วยงานที่กักน้ำกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ระบายน้ำจะไม่ทะเลาะกัน สิ่งที่เราจะได้คือ “รายได้” จากน้ำ ผมยืนยันว่าน้ำควรเป็นทรัพยากรที่เพิ่มรายได้ให้เรา ไม่ใช่วิกฤตที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทางงบประมาณ หรือเป็นน้ำตาของคนที่สูญเสียบ้าน สูญเสียสมาชิกในครอบครัว สูญเสียรายได้ไปเพราะน้ำ

เปลี่ยนน้ำเป็นรายได้อย่างไร ?

เผื่อใครหลงลืม ผมย้ำอีกครั้งว่าเรากักเก็บน้ำได้เพียงร้อยละ 28 เท่านั้นของน้ำทั้งหมดที่มีอยู่ และร้อยละ 72 กลายเป็นมวลน้ำส่วนเกินที่ต้องจัดการผ่านการผันน้ำไปสู่ทุ่งรับน้ำกว่า 10 ล้านไร่

ผมคิดแบบนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นะครับ ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าพื้นที่ 10 ล้านไร่นี้ต้องเป็นทุ่งรับน้ำ ทำไมเราไม่แปรพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นฟองน้ำของเมืองและมีหน้าที่รับน้ำอย่างเป็นระบบ เราสามารถใช้เทคโนโลยีคำนวณได้เลยไหมว่าพื้นที่ใดในอำเภอใด จังหวัดใด จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำระหว่างเดือนไหนถึงเดือนไหน มีระยะเวลาที่น้ำไม่ท่วมเดือนไหนถึงเดือนไหน ระหว่างที่น้ำไม่ท่วม ฟังก์ชั่นของทุ่งเหล่านี้จะถูกนำไปเพาะปลูกอะไร หรือเหมาะสำหรับทำสวนป่าชุ่มน้ำด้วยการบริหารจัดการพื้นที่แบบไฮบริดได้หรือไม่ ?

หลายคนอาจจะบอกว่าไม่มีทางทำได้ เพราะชาวบ้าน ชาวนา เจ้าของที่ดินจะยอมหรือ ? บ้านเขา นาเขา อยู่ ๆ จะกลายเป็นฟองน้ำลักปิดลักเปิด กลายเป็นสวนสาธารณะ กลายเป็นป่าสีเขียวของเมืองในบางฤดูกาล

แต่เท่าที่ผมทราบ มีนักการเมืองรุ่นใหม่ ๆ ที่ทำเรื่องน้ำ เรื่องผังเมือง ได้เสนอนวัตกรรมทางนโยบายขึ้นมาอันหนึ่ง เรียกว่า “ค่าความพร้อมรับน้ำ”

นั่นหมายความว่าเราจะมีโครงสร้างการชดเชย 2 ชั้น คือ น้ำท่วมในฐานะภัยพิบัติฉับพลันได้ค่าชดเชยตามสถานการณ์ เรียกว่า Parametric Top-up ส่วนพื้นที่ทุ่งรับน้ำรับ “ค่าความพร้อมรับน้ำ” รัฐบาลซื้อสิทธิการใช้พื้นที่ล่วงหน้ารายปี เกษตรกรต้องทำตามเงื่อนไขการเพาะปลูกหรือไม่เพาะปลูกตามปฏิทินน้ำ และยอมให้ติดตั้งอุปกรณ์วัดน้ำ

กุญแจที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยี และเป็นเทคโนโลยีที่เราเห็นภาพเดียวกัน เห็นพ้องต้องกันนะครับ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันขอบเขตและระยะเวลารับน้ำ-น้ำท่วมขัง, ติดตั้งอุปกรณ์วัดระดับน้ำยืนยันความลึกของน้ำแบบเรียลไทม์, ระบบจ่ายเงินที่นำข้อมูลไปจับคู่กับทะเบียนแปลงจ่ายเงินตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์

แต่จะทำแบบนี้เราต้องการเครื่องมือทางการเงินหรือนวัตกรรมทางไฟแนนซ์ครับ นั่นคือเราต้องการ

หนึ่ง ค่าความเสี่ยงน้ำท่วมจากเมืองปลายน้ำ เพราะเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจการค้า อุตสาหกรรมที่สำคัญ พื้นที่ปลายน้ำต้องยอมจ่าย “ค่าความพร้อมรับน้ำ” ซึ่งเราอาจบริหารผ่านกองทุนค่าความเสี่ยงอุทกภัย

สอง รัฐบาลต้องออกแบบการจ่ายค่าชดเชยในโมเดลของประกันภัยสำหรับวิกฤตรุนแรง

สาม เราต้องมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาบริหารเงินตรงนี้เป็น Compensation Fund และเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล ก็ให้กองทุนนี้บริหารโดยคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

จะทำโมเดลนี้ได้ สิ่งแรกที่ต้องมีคือการกำหนดสถานะ “พื้นที่รับน้ำ” ที่ชัดเจน และยากที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนในพื้นที่รับน้ำ “มั่นใจ” ว่าพวกเขาจะได้รับความเป็นธรรม และทำให้เขาสบายใจว่าต่อไปนี้การเป็นทุ่งรับน้ำ = รายได้ ไม่ใช่ความสูญเสีย

มากไปกว่านั้น ทำอย่างไรกลุ่มทุนและภาคอุตสาหกรรม หรือที่เราเรียกรวม ๆ ว่า “เมืองปลายน้ำ” จะยอมจ่ายค่ารับน้ำหรือจ่ายเงินเข้ากองทุนชดเชยน้ำท่วม เพื่อเป็นค่าความพร้อมรับน้ำที่รัฐไม่ต้องแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียว และลดข้อครหาว่าคนจนต้องยอมเป็นพื้นที่รับน้ำให้นายทุน

นอกจากการกำหนดพื้นที่รับน้ำในเขตเมือง เช่น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง อาจต้องออกแบบเมืองเป็น “เมืองฟองน้ำ” สวนสาธารณะ คู คลอง หนอง บึง ต้องถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่สีเขียวช่วยซับช่วยชะลอน้ำไว้ได้ในฤดูน้ำหลาก ไปพร้อม ๆ กับเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการสันทนาการของชุมชนไปพร้อม ๆ กัน

คิด พูด เขียน อย่างที่ผมพรรณนามาข้างต้นไม่ยาก เท่ากับทำอย่างไรจะให้สังคมไทยมองเห็นภาพของการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ใช่แค่แก้น้ำท่วมน้ำแล้งด้วยเขื่อน ท่อ อุโมงค์ แต่เพียงอย่างเดียว ทำอย่างไรจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคมไทยให้มอง “น้ำ” ใหม่ ว่าน้ำไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องไป “สู้” ไปกักหรือไปกั้น แต่น้ำเป็นทรัพยากรที่เราบริหารจัดการให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นรายได้ และเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เป็นสินทรัพย์สีเขียวที่ล้ำค่าของเราทุกคน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุยกับเศรษฐา น้ำ