คุยกับเศรษฐา : จากวิกฤตสู่สินทรัพย์ เปลี่ยนน้ำเป็นรายได้อย่างไร ?
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ผมเขียนเรื่องน้ำมา 3 ตอนแล้ว และนี่เป็นตอนสุดท้ายเรื่องน้ำ ตอนแรกเป็นเรื่องการเปลี่ยนไมนด์เซตเรื่องสู้กับน้ำมาสู่ไมนด์เซตอยู่กับน้ำหรือ Water Resilience เน้นแก้ปัญหาที่ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการน้ำ รวมไปถึงการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการใช้ “การก่อสร้าง” เพียงอย่างเดียว เพียงเพราะจะ “สู้” กับน้ำ
ตอนที่สองเป็นเรื่อง การชดเชยพื้นที่รับน้ำโดยคำนึงถึงสิทธิพึงได้ มากกว่าจ่ายชดเชยเพื่อการสงเคราะห์
ตอนที่สามเป็นเรื่อง น้ำไม่ใช่วิกฤตด้วยตัวของมันเอง แต่ที่มันวิกฤตเพราะการบริหารจัดการข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐกระจัดกระจาย ถือข้อมูลอุทกศาสตร์คนละชุด ถ้าบูรณาการข้อมูลน้ำให้เป็นชุดเดียวกันได้ ทุกหน่วยงานเห็นภาพของน้ำที่เป็นภาพเดียวกัน เราจะบริหารน้ำได้อย่างแม่นยำ และลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจของพวกเราทุกคน
ตอนสุดท้ายนี้สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว หากเราบูรณาการข้อมูลน้ำจนเห็นเป็นภาพเดียวกันได้ หน่วยงานที่กักน้ำกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ระบายน้ำจะไม่ทะเลาะกัน สิ่งที่เราจะได้คือ “รายได้” จากน้ำ ผมยืนยันว่าน้ำควรเป็นทรัพยากรที่เพิ่มรายได้ให้เรา ไม่ใช่วิกฤตที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทางงบประมาณ หรือเป็นน้ำตาของคนที่สูญเสียบ้าน สูญเสียสมาชิกในครอบครัว สูญเสียรายได้ไปเพราะน้ำ
เปลี่ยนน้ำเป็นรายได้อย่างไร ?
เผื่อใครหลงลืม ผมย้ำอีกครั้งว่าเรากักเก็บน้ำได้เพียงร้อยละ 28 เท่านั้นของน้ำทั้งหมดที่มีอยู่ และร้อยละ 72 กลายเป็นมวลน้ำส่วนเกินที่ต้องจัดการผ่านการผันน้ำไปสู่ทุ่งรับน้ำกว่า 10 ล้านไร่
ผมคิดแบบนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นะครับ ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าพื้นที่ 10 ล้านไร่นี้ต้องเป็นทุ่งรับน้ำ ทำไมเราไม่แปรพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นฟองน้ำของเมืองและมีหน้าที่รับน้ำอย่างเป็นระบบ เราสามารถใช้เทคโนโลยีคำนวณได้เลยไหมว่าพื้นที่ใดในอำเภอใด จังหวัดใด จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำระหว่างเดือนไหนถึงเดือนไหน มีระยะเวลาที่น้ำไม่ท่วมเดือนไหนถึงเดือนไหน ระหว่างที่น้ำไม่ท่วม ฟังก์ชั่นของทุ่งเหล่านี้จะถูกนำไปเพาะปลูกอะไร หรือเหมาะสำหรับทำสวนป่าชุ่มน้ำด้วยการบริหารจัดการพื้นที่แบบไฮบริดได้หรือไม่ ?
หลายคนอาจจะบอกว่าไม่มีทางทำได้ เพราะชาวบ้าน ชาวนา เจ้าของที่ดินจะยอมหรือ ? บ้านเขา นาเขา อยู่ ๆ จะกลายเป็นฟองน้ำลักปิดลักเปิด กลายเป็นสวนสาธารณะ กลายเป็นป่าสีเขียวของเมืองในบางฤดูกาล
แต่เท่าที่ผมทราบ มีนักการเมืองรุ่นใหม่ ๆ ที่ทำเรื่องน้ำ เรื่องผังเมือง ได้เสนอนวัตกรรมทางนโยบายขึ้นมาอันหนึ่ง เรียกว่า “ค่าความพร้อมรับน้ำ”
นั่นหมายความว่าเราจะมีโครงสร้างการชดเชย 2 ชั้น คือ น้ำท่วมในฐานะภัยพิบัติฉับพลันได้ค่าชดเชยตามสถานการณ์ เรียกว่า Parametric Top-up ส่วนพื้นที่ทุ่งรับน้ำรับ “ค่าความพร้อมรับน้ำ” รัฐบาลซื้อสิทธิการใช้พื้นที่ล่วงหน้ารายปี เกษตรกรต้องทำตามเงื่อนไขการเพาะปลูกหรือไม่เพาะปลูกตามปฏิทินน้ำ และยอมให้ติดตั้งอุปกรณ์วัดน้ำ
กุญแจที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยี และเป็นเทคโนโลยีที่เราเห็นภาพเดียวกัน เห็นพ้องต้องกันนะครับ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันขอบเขตและระยะเวลารับน้ำ-น้ำท่วมขัง, ติดตั้งอุปกรณ์วัดระดับน้ำยืนยันความลึกของน้ำแบบเรียลไทม์, ระบบจ่ายเงินที่นำข้อมูลไปจับคู่กับทะเบียนแปลงจ่ายเงินตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์
แต่จะทำแบบนี้เราต้องการเครื่องมือทางการเงินหรือนวัตกรรมทางไฟแนนซ์ครับ นั่นคือเราต้องการ
หนึ่ง ค่าความเสี่ยงน้ำท่วมจากเมืองปลายน้ำ เพราะเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจการค้า อุตสาหกรรมที่สำคัญ พื้นที่ปลายน้ำต้องยอมจ่าย “ค่าความพร้อมรับน้ำ” ซึ่งเราอาจบริหารผ่านกองทุนค่าความเสี่ยงอุทกภัย
สอง รัฐบาลต้องออกแบบการจ่ายค่าชดเชยในโมเดลของประกันภัยสำหรับวิกฤตรุนแรง
สาม เราต้องมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาบริหารเงินตรงนี้เป็น Compensation Fund และเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล ก็ให้กองทุนนี้บริหารโดยคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
จะทำโมเดลนี้ได้ สิ่งแรกที่ต้องมีคือการกำหนดสถานะ “พื้นที่รับน้ำ” ที่ชัดเจน และยากที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนในพื้นที่รับน้ำ “มั่นใจ” ว่าพวกเขาจะได้รับความเป็นธรรม และทำให้เขาสบายใจว่าต่อไปนี้การเป็นทุ่งรับน้ำ = รายได้ ไม่ใช่ความสูญเสีย
มากไปกว่านั้น ทำอย่างไรกลุ่มทุนและภาคอุตสาหกรรม หรือที่เราเรียกรวม ๆ ว่า “เมืองปลายน้ำ” จะยอมจ่ายค่ารับน้ำหรือจ่ายเงินเข้ากองทุนชดเชยน้ำท่วม เพื่อเป็นค่าความพร้อมรับน้ำที่รัฐไม่ต้องแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียว และลดข้อครหาว่าคนจนต้องยอมเป็นพื้นที่รับน้ำให้นายทุน
นอกจากการกำหนดพื้นที่รับน้ำในเขตเมือง เช่น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง อาจต้องออกแบบเมืองเป็น “เมืองฟองน้ำ” สวนสาธารณะ คู คลอง หนอง บึง ต้องถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่สีเขียวช่วยซับช่วยชะลอน้ำไว้ได้ในฤดูน้ำหลาก ไปพร้อม ๆ กับเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการสันทนาการของชุมชนไปพร้อม ๆ กัน
คิด พูด เขียน อย่างที่ผมพรรณนามาข้างต้นไม่ยาก เท่ากับทำอย่างไรจะให้สังคมไทยมองเห็นภาพของการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ใช่แค่แก้น้ำท่วมน้ำแล้งด้วยเขื่อน ท่อ อุโมงค์ แต่เพียงอย่างเดียว ทำอย่างไรจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคมไทยให้มอง “น้ำ” ใหม่ ว่าน้ำไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องไป “สู้” ไปกักหรือไปกั้น แต่น้ำเป็นทรัพยากรที่เราบริหารจัดการให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นรายได้ และเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เป็นสินทรัพย์สีเขียวที่ล้ำค่าของเราทุกคน