คุยกับเศรษฐา : สมการ ‘รายได้สุทธิ’ เปลี่ยนอย่างไร ให้เกษตรกร ‘มีเงินเหลือมากขึ้น’ ?
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ผมอยากชวนคุยเรื่องเกษตรสัก 3-4 ตอน เพราะสำหรับผม ภาคเกษตรไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง
ประเทศไทยมีคนจำนวนมากทำงานอยู่ในภาคเกษตร แต่ภาคเกษตรสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสิบของ GDP ความต่างตรงนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของเราได้ดี คือคนจำนวนมากทำงานหนัก แต่สร้างรายได้ต่อหัวได้น้อย และเมื่อรายได้ของคนกลุ่มใหญ่ของประเทศยังต่ำ กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจก็ต่ำตามไปด้วย
นี่เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าเรื่องเกษตรต้องถูกมองเป็นเรื่องเศรษฐกิจมหภาคด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งเมื่อราคาพืชผลตก
ที่ผ่านมาเวลาพูดถึงปัญหาเกษตร เรามักเริ่มจากราคาสินค้าเกษตร ราคาข้าว ราคายาง ราคามันสำปะหลัง ราคาปาล์ม ราคาข้าวโพด แล้วเมื่อราคาตก รัฐก็เข้าไปพยุงราคา ชดเชย หรือช่วยเหลือเป็นรอบ ๆ มาตรการแบบนี้มีความจำเป็นในบางช่วง เพราะเกษตรกรต้องมีรายได้ประคองชีวิต แต่ถ้าเราหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ปัญหาพื้นฐานก็จะกลับมาเหมือนเดิมในฤดูถัดไป
ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งติดตามและทำงานเรื่องการยกระดับภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ได้ให้ข้อมูลผมไว้อย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเรียบง่ายแต่สำคัญมาก คือ รายได้ของเกษตรกรมาจาก “ราคา ? ปริมาณที่ผลิตได้” และในโลกจริง ราคาสินค้าเกษตรจำนวนมากผูกอยู่กับตลาดโลก เราควบคุมราคาได้จำกัด แต่สิ่งที่เราจัดการได้มากกว่าคือ ปริมาณผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต คุณภาพของสินค้า และความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ถ้าคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์อีกนิด รายได้ที่สำคัญจริง ๆ จึงไม่ใช่รายรับที่ขายผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่คือ “รายได้สุทธิ” ที่เหลืออยู่กับเกษตรกรหลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว
ถ้าข้าวขายได้ราคาดีขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าปุ๋ย ค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าเช่าเครื่องจักร และดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากกว่า รายได้สุทธิของเกษตรกรอาจไม่ได้ดีขึ้นเลย ในทางกลับกัน ต่อให้ราคาขายไม่ได้เพิ่มมาก แต่ถ้าเราทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ลดต้นทุนต่อหน่วย ลดของเสีย และขายสินค้าได้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น เกษตรกรก็สามารถมีเงินเหลือมากขึ้นได้
ผมนึกถึงตอนลงพื้นที่ศรีสะเกษเมื่อปี 2567 ตอนนั้นผมคุยกับเกษตรกรเรื่องหอมแดงและจำได้ว่าตกใจกับราคาที่เขาขายได้มาก ก่อนหน้านั้นในฤดูผลิตเดียวกัน หอมแดงสดคละในศรีสะเกษขายอยู่ประมาณ 9-10 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำไปตากและจัดเป็นหอมปึ๋ง ราคาเพิ่มเป็น 18-22 บาท และหอมมัดจุกใหญ่อยู่ที่ 25-30 บาทต่อกิโลกรัม ผมจึงพูดในตอนลงพื้นที่ว่า อยากเห็นราคาหอมแดงขึ้นไปถึง 20 บาทต่อกิโลกรัม
ตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่ผมเห็นภายหลังยิ่งทำให้เรื่องนี้ชัดขึ้น ที่อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร เมื่อเดือนมกราคม 2569 หอมแดงสดขายเพียง 4-5 บาทต่อกิโลกรัม หอมมัดปึ๋งอยู่ที่ 8-10 บาท แต่หอมมัดจุกขายได้ถึง 20-25 บาท ที่น่าสนใจคือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขายหอมสด เพราะไม่มีแรงงานพอสำหรับการตัดแต่งและมัดจุก
สินค้าเดียวกันจึงไม่ได้มี “ราคาเดียว” อย่างที่เรามักพูดกัน มูลค่าขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรสามารถเก็บรักษา คัดแต่ง แปรสภาพเบื้องต้น และรอจังหวะขายได้แค่ไหน ตรงนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่า การพูดเรื่องรายได้เกษตรกรด้วยราคาหน้าสวนเพียงตัวเดียวอาจทำให้เราเห็นปัญหาไม่ครบ
เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของภาคเกษตรไทยได้ดีมาก เรามักพูดถึง “ราคา” เหมือนเป็นตัวเลขเดียว แต่ในความจริงราคาของสินค้าเดียวกันเปลี่ยนไปมากตามคุณภาพ วิธีจัดการหลังเก็บเกี่ยว การคัดแต่ง การเก็บรักษา และช่องทางขาย ถ้าเกษตรกรขายได้แค่ผลผลิตสดหน้าสวน มูลค่าที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ไปตกอยู่กับคนอื่นในห่วงโซ่
ผมคิดว่านี่คือจุดที่นโยบายเกษตรไทยควรขยับต่อ
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเรื่องผลิตภาพต่อไร่ เกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยยังได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกันแรงงานในภาคเกษตรก็มีอายุสูงขึ้น คนรุ่นใหม่เข้ามาน้อยลง ค่าแรงจึงกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าเรายังใช้วิธีการผลิตแบบเดิม แต่ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นทุกปี รายได้สุทธิก็ยิ่งถูกบีบ
นี่คือเหตุผลที่ผมสนใจคำว่า Productivity หรือผลิตภาพมาก เพราะผลิตภาพไม่ได้หมายถึงให้เกษตรกรทำงานหนักขึ้น แต่หมายถึงการทำให้พื้นที่หนึ่งไร่ แรงงานหนึ่งคน น้ำหนึ่งลูกบาศก์เมตร หรือเงินลงทุนหนึ่งบาท สร้างผลผลิตและรายได้ได้มากขึ้น
สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ การเพิ่มรายได้เกษตรกรมันไม่มีปุ่มกดง่าย ๆ ทีเดียว
เราต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่ก่อนปลูกจนถึงขายออกจากไร่ เกษตรกรต้องรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองเหมาะกับอะไร มีน้ำแค่ไหน ใช้พันธุ์อะไรจึงคุ้ม ควรลงทุนเครื่องจักรตรงไหน ทำอย่างไรให้ต้นทุนต่อไร่ลดลง และผลิตออกมาแล้วจะมีใครซื้อ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือคุณภาพและความสม่ำเสมอ ผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าที่ “ดี” แต่ต้องการสินค้าที่คาดการณ์ได้ ทั้งคุณภาพปริมาณ และมาตรฐาน ถ้าผลผลิตแต่ละลอตต่างกันมาก ผู้ซื้อก็ไม่กล้าทำสัญญาระยะยาว และเกษตรกรก็ไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก
ดังนั้นรายได้เกษตรกรจึงเชื่อมกับเรื่องมาตรฐาน การรวมกลุ่ม การแปรรูป และตลาดด้วย ซึ่งผมจะชวนคุยต่อในตอนต่อ ๆ ไป
ผมยังเห็นว่ารัฐมีบทบาทสำคัญ เงินช่วยเหลือและการประคองราคาอาจจำเป็นในช่วงวิกฤต แต่เงินเหล่านี้ควรเดินคู่กับการลงทุนที่ทำให้เกษตรกรแข่งขันได้ดีขึ้น ทั้งข้อมูล แหล่งน้ำ พันธุ์ เครื่องจักร ความรู้ เงินทุน และตลาด เพราะถ้าผลิตภาพและต้นทุนยังอยู่ที่เดิม สุดท้ายรัฐก็ต้องกลับมาช่วยในฤดูถัดไปอีก
ในฐานะคนที่เคยบริหารประเทศและเคยทำธุรกิจ ผมมองเรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา รายได้ที่ยั่งยืนเกิดจากการทำให้ธุรกิจหนึ่งแข่งขันได้ เกษตรก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่นี่เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะขึ้นกับอากาศ น้ำ ราคาตลาด และธรรมชาติในเวลาเดียวกัน
ถ้าทำได้ เกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอลุ้นราคาทุกฤดู และภาคเกษตรจะกลับมาเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของประเทศ
สำหรับผม นี่คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทย คือทำให้คนที่ทำงานอยู่บนผืนดินของเรา สามารถสร้างรายได้สุทธิที่ดีขึ้นจากงานของตัวเอง และมีความมั่นคงพอที่จะวางแผนชีวิต วางแผนการผลิต และลงทุนเพื่ออนาคตได้