‘มธ.’ ผนึก ASMG-นานาชาติ วางแนวทางดูแล ‘ก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร’
‘มธ.’ ผนึก ASMG-นานาชาติ วางแนวทางดูแล ‘ก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร’ ปกป้องไทย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับ ASMG และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ลงมติรับรองฉันทามติการป้องกัน วินิจฉัย เฝ้าระวัง และดูแลภาวะก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร มุ่งให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนดูแลผู้ป่วยได้เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาค เพื่อลดโอกาสเกิดมะเร็งและการเสียชีวิตในระยะยาว
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ASEAN Stomach and Microbiota Study Group (ASMG) และคณะผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารจากนานาชาติ จัดประชุมและลงมติรับรองฉันทามติเรื่อง “Gastric Premalignant Conditions in Southeast Asia: Prevention, Diagnosis, Surveillance, and Management—A Multinational Expert Consensus” เพื่อพัฒนาแนวทางดูแลภาวะก่อนมะเร็งกระเพาะอาหารที่อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศ. นพ.รัฐกร วิไลชนม์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขาธิการ ASMG กล่าวว่า การป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำจัดเชื้อ Helicobacter pylori หรือ H. pylori แต่ยังครอบคลุมถึงการตรวจพบภาวะก่อนมะเร็ง การประเมินความเสี่ยง และการติดตามดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีเยื่อบุกระเพาะอาหารฝ่อหรือมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุเป็นชนิดลำไส้ ซึ่งผู้ป่วยบางกลุ่มอาจยังมีความเสี่ยงแม้กำจัดเชื้อสำเร็จแล้ว
ที่ผ่านมา แพทย์ในภูมิภาคอาศัยหลักฐานและแนวทางจากหลายแหล่ง ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม แต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างด้านความชุกของโรค ปัจจัยเสี่ยง ทรัพยากร และการเข้าถึงบริการ จึงจำเป็นต้องสังเคราะห์คำแนะนำที่ตอบโจทย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ
“เป้าหมายของความร่วมมือนี้คือช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่า ใครควรได้รับการตรวจ ใครจำเป็นต้องติดตาม และควรดูแลอย่างไรให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละคน เพื่อเพิ่มโอกาสป้องกันมะเร็ง ตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก และใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า” ศ. นพ.รัฐกร กล่าว
ฉันทามติฉบับนี้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยและประเมินรอยโรค การกำหนดแนวทางเฝ้าระวัง ไปจนถึงการดูแลรักษาตามระดับความเสี่ยง โดยมุ่งสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์บนหลักฐานร่วมกัน ควบคู่กับการพิจารณาสุขภาพ ความต้องการของผู้ป่วย และศักยภาพของระบบบริการในแต่ละประเทศ
คณะผู้จัดทำมีแผนเสนอผลงานเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ และเผยแพร่สู่เครือข่ายวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนการนำคำแนะนำไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในภูมิภาค
ศ. นพ.รัฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากการจัดทำฉันทามติการดูแลการติดเชื้อ H. pylori ของ ASMG โดยขยายจากการจัดการปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ไปสู่การดูแลผู้ที่มีภาวะก่อนมะเร็งอย่างเป็นระบบ เนื่องจากความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหารยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น เช่น ประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการบริโภค และความรุนแรงของรอยโรคที่มีอยู่เดิม
“ความร่วมมือนี้สะท้อนบทบาทของธรรมศาสตร์และประเทศไทยในการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ประชาชนในภูมิภาค และร่วมขับเคลื่อนการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารในระดับสากล” ศ. นพ.รัฐกร กล่าว

ศ. พญ.วโรชา มหาชัย ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แนวทางดูแลภาวะก่อนมะเร็งกระเพาะอาหารจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของประชากรและระบบสุขภาพ ทั้งความเสี่ยงของโรค การเข้าถึงการส่องกล้องและการตรวจทางพยาธิวิทยา ตลอดจนความพร้อมในการติดตามดูแลผู้ป่วย
“ภาวะก่อนมะเร็งไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะเป็นมะเร็ง แต่เป็นโอกาสสำคัญในการประเมินและดูแลให้เหมาะกับแต่ละคน แม้กำจัดเชื้อสำเร็จแล้ว ผู้ป่วยบางกลุ่มยังจำเป็นต้องติดตามตามระดับความเสี่ยง โดยพิจารณาความรุนแรงและขอบเขตของรอยโรค ประวัติครอบครัว และสุขภาพโดยรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มโอกาสป้องกันและลดความเสี่ยงก่อนโรคดำเนินไปสู่มะเร็ง” ศ. พญ.วโรชา กล่าว
ด้าน Professor Jaw-Town Lin จาก National Taiwan University ไต้หวัน กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไต้หวันกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาแพทย์รุ่นใหม่ เพื่อร่วมยกระดับการป้องกันและดูแลโรคระบบทางเดินอาหาร
Prof. Lin ยังกล่าวถึงความสำคัญของนโยบายสนับสนุนการตรวจหาและรักษาการติดเชื้อ H. pylori เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น โดยประสบการณ์ของไต้หวันสะท้อนบทบาทของภาครัฐในการผลักดันการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้ประเทศต่าง ๆ พิจารณารูปแบบการสนับสนุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของประชากรและทรัพยากรของตน
ขณะที่ Professor Kentaro Sugano จาก Jichi Medical University ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดันการกำจัดเชื้อ H. pylori ให้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร และขยายความครอบคลุมของการรักษาภายใต้ระบบประกันสุขภาพ โดยการเข้าถึงการตรวจและรักษาที่เหมาะสมเป็นองค์ประกอบสำคัญของการป้องกันโรคในระดับประชากร
Prof. Sugano เน้นด้วยว่า สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจปัจจัยเสี่ยง เห็นความสำคัญของการตรวจและรักษาตามข้อบ่งชี้ และสนับสนุนการพัฒนานโยบายที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสม
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของการนำองค์ความรู้ระดับนานาชาติมาพัฒนาเป็นคำแนะนำที่เหมาะสมกับภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและยกระดับการดูแลประชาชนอย่างยั่งยืน