สแกนเศรษฐกิจฐานราก ‘วัดเกาะ-เพิ่มสิน’ น้ำท่วมสูง ภาคการค้ายังเปิดหน้าสู้ ตรึงราคาสินค้าประคองชุมชน
รายงานพิเศษ
สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงน่าห่วงและลากยาวส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยล่าสุด จากการลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ใน ช่วงเย็นของวันที่ 28 กันยายน 2569 พบว่า บริเวณกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ย่านสายไหม โดยเฉพาะ พื้นที่ตลาดวัดเกาะ เลียบคลองถนน และถนนเพิ่มสิน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ระดับน้ำท่วมสูง และมีน้ำท่วมขังสะสมต่อเนื่องหลายวัน ไม่เพียงสร้างความยากลำบากในการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน โลจิสติกส์ รายได้แรงงาน และระบบเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่อย่างหนัก
ซัพพลายเชนวัตถุดิบตึงตัว ‘ผู้ค้าท้องถิ่น’ แบกต้นทุนพุ่ง-ยึดเดลิเวอรี่ชะงัก เหตุไรเดอร์กดยกเลิกงาน
จากการลงพื้นที่สำรวจโครงข่ายการค้าและร้านค้าปลีกในย่าน ตลาดวัดเกาะ เลียบคลองถนน และถนนเพิ่มสิน ในช่วงเย็น พบสัญญาณการตึงตัวของซัพพลายเชนอาหารอย่างชัดเจน ร้านค้าส่งและปลีกไข่ไก่บางรายระบุว่า เกิดภาวะไข่ไก่ขาดตลาดในพื้นที่ ทำให้ผู้ค้าต้องดิ้นรนเดินทางไปรับสินค้าด้วยตนเองจากศูนย์กลางการกระจายสินค้าขนาดใหญ่ อาทิ ตลาดยิ่งเจริญ-สะพานใหม่ โดยต้นทุนไข่ไก่เบอร์ 3 พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่แผงละ 145-150 บาท อีกทั้งยังถูกจำกัดโควต้าการซื้อเหลือเพียง 3 แผงต่อคนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารตามสั่ง ร้านส้มตำไก่ย่าง ร้านขายลูกชิ้น และร้านขายผัก ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้นทุนวัตถุดิบเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากต้องซื้อในราคาขายปลีกแทนราคาปรับส่งเดิม อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ค้าส่วนใหญ่ยังคง ยืนหยัดตรึงราคาจำหน่ายเท่าเดิม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนในชุมชน โดยมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันในยามวิกฤตโดยไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ค่อนข้างล่าช้า
นอกจากนี้ ในมิติของช่องทางการขายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรี่ ร้านขายอาหารหลายแห่งในพื้นที่สะท้อนปัญหาตรงกันว่า แม้ร้านจะเปิดให้บริการตามปกติ แต่ ยอดขายผ่านช่องทางเดลิเวอรี่กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีไรเดอร์กดรับงาน หรือในหลายกรณีเมื่อไรเดอร์กดรับงานไปแล้วก็ต้อง กดยกเลิกออเดอร์ในภายหลัง เนื่องจากพาหนะเกิดปัญหาน้ำเข้าเครื่องยนต์จนรถเสีย หรือไม่สามารถเดินทางผ่านเส้นทางที่น้ำท่วมขังสูงได้สะดวก
เช่นเดียวกับผู้ประกอบการห้องเย็นและค้าส่งผักรายใหญ่ในพื้นที่อย่าง “มีดีห้องเย็น” ที่ยอมรับว่าแม้จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งและแรงกดดันด้านราคา แต่ยังคงยืนราคาขายเดิม พร้อมทั้งจัดสรรอาหารและวัตถุดิบแจกจ่ายฟรีให้แก่ชาวบ้านในชุมชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเป็นการคืนกำไรให้แก่สังคมในภาวะยากลำบาก
เช็กสต็อกสินค้าป้องกันภัย ‘ดินน้ำมัน-ถุงดำ’ ขาดตลาด ร้านสะดวกซื้อกระแทกวิกฤต ‘อาหารพร้อมทาน’ หมดเกลี้ยง-บางสาขาปิดบริการ
ในส่วนของร้านค้าปลีก มินิมาร์ท และร้านฮาร์ดแวร์เบ็ดเตล็ดในพื้นที่ ยังคงยึดนโยบายไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย โดยจากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด สินค้ากลุ่มป้องกันและชะลอน้ำท่วมบ้าน เช่น ดินน้ำมัน แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด และถุงดำ กลายเป็นสินค้าควบคุมการทะลักของน้ำที่ขายดีเป็นพิเศษจนสินค้าบางชนิดเริ่มขาดตลาด เนื่องจากประชาชนนำมาใช้ปิดกั้นช่องว่างตามประตูแทนการใช้กระสอบทรายที่หาได้ยาก
ทางด้าน ร้านสะดวกซื้อหลายสาขาในพื้นที่ ต้องเผชิญแรงซื้อกักตุนพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน จนส่งผลให้ชั้นวางสินค้าประเภท “อาหารพร้อมทาน” (Ready-to-Eat) ทั้งข้าวกล่อง เบเกอรี่ และอาหารปรุงสำเร็จรูปแบบอุ่นร้อน เกลี้ยงชั้นวางและขาดแคลนอย่างหนักในหลายจุด
ขณะเดียวกัน ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่บางแบรนด์ที่เคยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในหลายจุดต้อง ประกาศปิดให้บริการชั่วคราว โดยมีทั้งสาขาที่ระบบปฏิบัติการภายในร้านได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และสาขาที่ต้องตัดไฟและปิดบริการเพื่อความปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่วไหลหลังจากระดับน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปิดพฤติกรรมผู้บริโภค-โอกาสธุรกิจบริการ: ‘ร้านสะดวกซัก’ คิวแน่น ‘ทาสหมาแมว’ ยอมจ่ายตุนอาหาร ‘ช่างมอเตอร์ไซค์’ งานล้น
ในมิติของธุรกิจบริการและพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในหลายกลุ่มธุรกิจ:
- ร้านสะดวกซักหยอดเหรียญ (ซัก-อบ): กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงและมีผู้ใช้บริการอย่างหนาแน่นในช่วงวิกฤตน้ำท่วม เนื่องจากปัญหาฝนตกชุกและพื้นที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การซักและตากผ้าตามปกติทำได้ยาก ประชาชนจึงหันมาพึ่งพาร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่มีเครื่องอบผ้าในตัว เนื่องจากตอบโจทย์ความสะดวกสบายที่สามารถ “ซักและอบแห้งจบในที่เดียว”
- ร้านขายอาหารและสินค้าสัตว์เลี้ยง: จากการสำรวจร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงในย่านวัดเกาะและเพิ่มสิน พบว่าผู้ประกอบการยังคง ตรึงราคาสินค้าไว้ที่ราคาเดิม โดยไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์หรือ “ทาสหมา-ทาสแมว” ในพื้นที่ยังคงเดินทางออกมาจับจ่ายซื้ออาหารแห้ง อาหารเปียก และสิ่งของจำเป็นให้สัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตุนสำรองไว้ในภาวะน้ำท่วมขัง สะท้อนให้เห็นว่าสินค้ากลุ่มสัตว์เลี้ยงกลายเป็นหนึ่งในสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคยังคงยินดีตัดใจใช้จ่ายแม้ในภาวะวิกฤต
- ร้านตัดผม-ร้านเสริมสวย: จำเป็นต้อง ปิดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากการทำงานต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิดท่ามกลางระดับน้ำท่วมขังสูง ผู้ประกอบการจึงเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วและไฟช็อตลูกค้า
- ร้านซ่อมจักรยานยนต์: กลายเป็นธุรกิจบริการที่คึกคักขึ้นทันทีในภาวะน้ำท่วมขัง โดยผู้ประกอบการเปิดเผยว่า มีลูกค้านำรถจักรยานยนต์มารับบริการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและของเหลวเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบอาชีพขับขี่ต้องใช้รถเดินทางลุยน้ำท่วมขัง ส่งผลให้น้ำรั่วซึมเข้าห้องเครื่องยนต์และระบบเกียร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า: ในช่วงที่น้ำยังท่วมขังสูง ยอดการนำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาซ่อมยังคงชะลอตัวเนื่องจากประชาชนยังไม่สามารถเดินทางได้สะดวก แต่จากข้อมูลเชิงสถิติและประสบการณ์จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คาดการณ์ว่า ทันทีที่น้ำลดลง ความต้องการบริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องซักผ้า พัดลม และตู้เย็น จะพุ่งสูงขึ้นถึง 4-5 เท่าตัว อย่างไรก็ดี ในช่วงที่น้ำยังท่วมขังนี้ กลุ่มสินค้าประเภท “ปั๊มน้ำ” ที่ติดตั้งตามบ้านเรือน กลับเป็นกลุ่มที่มีเคสเรียกช่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาปั๊มน้ำจมน้ำหรือระบบไฟฟ้าขัดข้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผลกระทบจากสินค้าขาดแคลนยังส่งผลให้เกิดการเดินทางข้ามพื้นที่ โดยพบผู้ประสบภัยจากย่านวัชรพลต้องเดินทางข้ามเขตมาจับจ่ายวัตถุดิบและอาหารกักตุนในย่านวัดเกาะและเพิ่มสิน เนื่องจากร้านค้าในพื้นที่ของตนไม่มีสินค้าเหลือจำหน่ายแล้ว
ตลาดแรงงานกระเทือนหนัก คนทำงานติดเกาะจำใจลาหยุด-ขนส่งมวลชนขาดแคลนแต่ยังมีน้ำใจกวักติดท้ายรถ
ในด้านผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการเดินทางของประชาชน พบว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังตัดขาดการเดินทางอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ พนักงานและคนทำงานจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ไปทำงานได้ตามปกติ จำเป็นต้องแจ้งลาหยุดงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะขาดแคลนและไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง แต่ท่ามกลางความยากลำบากก็ยังเห็น ภาพน้ำใจของคนไทยที่เอื้อเฟื้อต่อกัน โดยประชาชนที่มีรถยนต์สูง รถกระบะ หรือพาหนะที่สามารถสัญจรได้ ต่างเปิดโอกาสและรับผู้ประสบภัยรายอื่นให้ติดท้ายรถเดินทางไปด้วยกัน เพื่อช่วยให้ผู้เดือดร้อนสามารถเดินทางสัญจรเข้า-ออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังสูงได้
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ แรงงานและผู้ประกอบอาชีพรับจ้างรายวัน ซึ่งเมื่อไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ก็เท่ากับ ต้องขาดรายได้ไปในทันที ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตและการซื้อเสบียงอาหารยามวิกฤตยังคงพุ่งสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวระดับฐานรากเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน กลุ่มอาชีพรับจ้างและโลจิสติกส์หมวดเคลื่อนที่เร็ว (Last-mile Delivery) ในพื้นที่ ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน:
- กลุ่มไรเดอร์ส่งอาหาร: แม้การทำงานจะยากลำบาก และไรเดอร์บางส่วนอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นจากความต้องการสั่งซื้อสินค้า แต่หลายรายต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการวิ่งงาน จนส่งผลให้ต้องกดยกเลิกออเดอร์จากปัญหารถพังเสียหาย ขณะเดียวกัน ไรเดอร์ยังต้องแบกรับต้นทุนการดูแลรักษาพาหนะที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเปลี่ยนน้ำมันเครื่องวันต่อวันเพื่อป้องกันเครื่องยนต์พังจากการลุยน้ำ รวมถึงผู้ขับขี่บางรายต้องดัดแปลงรถยนต์ส่วนตัวด้วยการต่อสายยางยืดปลายท่อไอเสียเพื่อป้องกันน้ำเข้าเครื่อง
- วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง: ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่สะท้อนว่า แม้การขับขี่ลุยน้ำจะเสี่ยงต่อความปลอดภัยและพาหนะเสียหาย แต่ไม่สามารถหยุดวิ่งได้ เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าเช่าบ้าน และค่าอาหารของครอบครัว ยังคงมีอยู่ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด
เสียงสะท้อนจากชุมชน: รอช่วยเหลือรัฐไม่ไหว ผนึกกำลังจัดทำอาหารแจกกันเอง-เตือนภัยล่าช้าเสี่ยงกลุ่มป่วยติดเตียง
สำหรับภาพรวมการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ประชาชนและคนในชุมชนย่านวัดเกาะ เพิ่มสิน และคลองถนน ต่างสะท้อนความรู้สึกตรงกันว่า ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาจากภาครัฐอย่างทันท่วงที ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุน้ำท่วมขัง ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจความเสียหาย หรือแจกจ่ายถุงยังชีพ ถุงอาหาร และสิ่งของจำเป็นอย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านและคนในชุมชนจึงไม่สามารถรอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อีกต่อไป ต้องรวบรวมวัตถุดิบและตั้งครัวช่วยกันประกอบอาหารเพื่อนำไปแจกจ่ายดูแลกันเองในหมู่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนยังติติงถึงระบบการแจ้งเตือนภัยของรัฐบาลที่ล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถยกของขึ้นที่สูงหรือเตรียมแผนอพยพได้ทันท่วงที ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในบ้านเรือนที่มีกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุอาศัยอยู่ ซึ่งกลายเป็นภาระหนักที่ชุมชนและคนในพื้นที่ต้องเข้าช่วยเหลือและดูแลกันเองท่ามกลางวิกฤตที่ยังไร้ทิศทางฟื้นฟู