เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
AWC ลงทุนผ่านโมเดล AWR ขาย 5 สินทรัพย์ดึงกระแสเงินสดระยะยาว
Business AWC ลงทุนผ่านโมเดล AWR ขาย 5 สินทรัพย์ดึงกระแสเงินสดระยะยาว
เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ
Tech เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ
ครม.ไฟเขียวงบฉุกเฉิน 4.7 พันล้าน ใช้เยียวยารับมือน้ำท่วม
Politics ครม.ไฟเขียวงบฉุกเฉิน 4.7 พันล้าน ใช้เยียวยารับมือน้ำท่วม
เจาะตลาดอสังหาฯ “ปทุมธานี” แคมปัสคอนโดยังฮอต แนวราบสต๊อกล้น ใช้เวลา 40 ปีขายหมด
Real Estate เจาะตลาดอสังหาฯ “ปทุมธานี” แคมปัสคอนโดยังฮอต แนวราบสต๊อกล้น ใช้เวลา 40 ปีขายหมด
‘เอกา โกลบอล’ ย้ำบทเรียนน้ำท่วมกทม. สะท้อนโจทย์ Longevity Packaging
Economic ‘เอกา โกลบอล’ ย้ำบทเรียนน้ำท่วมกทม. สะท้อนโจทย์ Longevity Packaging
ครม.ไฟเขียวจัดงบฯ 1.2 พันล้าน ให้ กยศ. เพื่อเสริมสภาพคล่อง
Politics ครม.ไฟเขียวจัดงบฯ 1.2 พันล้าน ให้ กยศ. เพื่อเสริมสภาพคล่อง
จับตาผลกระทบน้ำท่วม ก่อนเข้าไฮซีซัน พัทยายอดบุ๊กกิ้งวูบ20%
เศรษฐกิจภูมิภาค จับตาผลกระทบน้ำท่วม ก่อนเข้าไฮซีซัน พัทยายอดบุ๊กกิ้งวูบ20%
ปภ. แจ้งเตือน เตรียมอพยพ พื้นที่ริมน้ำแม่กลอง
News ปภ. แจ้งเตือน เตรียมอพยพ พื้นที่ริมน้ำแม่กลอง
ครม.ไฟเขียว 1.69 แสนล้าน ใช้เยียวยา-ทำเมกะโปรเจ็กต์รับมือน้ำท่วมภาคกลาง
Politics ครม.ไฟเขียว 1.69 แสนล้าน ใช้เยียวยา-ทำเมกะโปรเจ็กต์รับมือน้ำท่วมภาคกลาง
พาสปอร์ตมาเลเซีย ทรงอิทธิพลอันดับ 2 โลก ไปได้ 175 ประเทศ ไทยอันดับ 53
World พาสปอร์ตมาเลเซีย ทรงอิทธิพลอันดับ 2 โลก ไปได้ 175 ประเทศ ไทยอันดับ 53
ดูทั้งหมด

ADB ประเมินวิกฤตเอลนีโญ ขึ้นแท่นปัจจัยหลัก กดเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2027 หากสงครามไม่ปะทุซ้ำ

29 ก.ย. 2569 | 13:13น.

กรณีกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ชั่วโมง ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุหลักเกิดจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ทำให้น้ำทะเลร้อนจัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน น้ำทะเลจึงระเหยกลายเป็นไอน้ำในชั้นบรรยากาศสูงเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก

เกิดลักษณะฝน เป็น “ฝนตกแช่” ซึ่งคาดเดาและพยากรณ์ได้ยากมาก โดยตกต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ชั่วโมง

ครอบคลุมพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออกรวมถึงอำเภออรัญประเทศที่เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนติดกับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการระบายน้ำ การระบายน้ำทำได้ยากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูงมาซ้ำเติม โดยเฉพาะในช่วงใกล้รุ่งและช่วงเย็น

ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) เป็นธีมหลัก ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asian Development Outlook: ADO) ฉบับเดือนกันยายน 2026 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดของ ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB)

“เลือกให้ธีมหลักคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ มองว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง สามวันดีสี่วันไข้ ยังประมาณการเศรษฐกิจไทยแบบระมัดระวัง (Cautious outlook) เนื่องจากคาดว่าเอลนิโญรอบนี้น่าจะแรงกว่ารอบที่ผ่านๆมา อาจจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรหลายประเทศและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง” ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกรระบุ

เอลนีโญ หัวข้อพิเศษรายงาน ADB

ADB คาดว่าเอลนีโญที่รุนแรงมากจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทั่วเอเชียและแปซิฟิกไปจนถึงปี 2027 ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วและทันท่วงที คาดว่าเอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2026 โดยจะถึงจุดสูงสุดประมาณเดือนพฤศจิกายน และมีแนวโน้มที่จะจัดอยู่ในระดับที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลผิดปกติใกล้ 2.9°C เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญมักจะคงอยู่ต่อไปในปีถัดไป ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดทั่วเอเชียและแปซิฟิกจึงน่าจะเกิดขึ้นในปี 2027

ภาพแสดง “เอลนีโญ” หัวข้อพิเศษรายงาน ADB

เอลนีโญ เป็นหัวข้อพิเศษในรายงานฉบับนี้จะติดตามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไรผ่านทางภาคเกษตรกรรม พลังงาน อุตสาหกรรม บริการ และตลาดแรงงาน ตลอดจนระบบนิเวศและทุนทางธรรมชาติที่เป็นรากฐาน ตลอดจนพิจารณาว่ากลไกส่งผ่านผลกระทบเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับปัญหาหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอันเนื่องมาจากความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า

ที่ผ่านมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเอเชียและแปซิฟิกมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งผลกระทบบางส่วนอาจคงอยู่เป็นเวลาหลายปี รายงานเน้นย้ำว่า เนื่องจากสามารถคาดการณ์ช่วงเวลาและรูปแบบโดยรวมของผลกระทบจากเอลนีโญได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ผู้กำหนดนโยบายจึงมีโอกาสอันมีค่าในการดำเนินการก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นและจำกัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

เอลนีโญมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า โอกาสมีค่าของรัฐบาล

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางและการสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ขยายวงความระส่ำระสายของตลาดพลังงานจากน้ำมันดิบไปยังผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและเส้นทางการขนส่งสินค้า ซึ่งซ้ำเติมให้ค่าครองชีพของภาคครัวเรือนและต้นทุนของภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้น

“ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงอย่างมากยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการเกษตรและกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ อีกทั้งยังซ้ำเติมผลกระทบตกค้างจากราคาปุ๋ยและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งนี้ ราคาพลังงานและอาหารที่แพงขึ้นได้ส่งผลกระทบหนักหน่วงที่สุดต่อกลุ่มครัวเรือนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไปกับสิ่งจำเป็นทั้งสองสิ่งนี้ อย่างไรก็ตาม วิกฤตเอลนีโญแตกต่างจากวิกฤตทั่วไป เนื่องจากมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงช่วงเวลาที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ จำเป็นต้องใช้โอกาสนี้ในการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเร่งด่วน” มาซาโตะ คันดะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชียระบุ

เอลนีโญ หนึ่งในสี่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี 2026-2027

ADB ระบุว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เหลืออีกสามเดือนของปีนี้และปี 2027 ค่อนข้างเอนเอียงไปในทางลบมากขึ้น หรือมีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบมากยิ่งขึ้น (downside risk) โดยอันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโสชี้ถึง 4 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า พื้นที่ทางการคลังที่จำกัดลง และสภาพอากาศที่อาจแปรปรวนจนส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเอลนีโญมีผลที่จำกัดต่อไทยในปีนี้ แต่จะส่งผลกระทบเห็นผลชัดในช่วงกลางปี 2027

ประการที่หนึ่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน บั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่อภาคการค้าและการท่องเที่ยว

ประการที่สอง ผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐหรือการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติของวัฏจักรเทคโนโลยีโลกที่รวดเร็วกว่าคาด อาจกดดันภาคการส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2027

ประการที่สาม ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดอาจเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค ในขณะที่พื้นที่ทางการคลังที่ลดลงอาจจำกัดการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

ปัจจัยเสี่ยงในระยะถัดไปยังคงเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้ลดลงแล้ว แต่ในฝั่งรายได้ รายได้ผู้บริโภคยังไม่ได้สูงขึ้นมากสักเท่าไร การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่ในลักษณะ K-Shape กระจุกตัวอยู่ไม่กี่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไม่ได้มีการจ้างงานเยอะ ดังนั้นไม่ส่งไปถึงภาพรวมของรายได้ภาคส่วนอื่นๆ ในอีกด้านหนึ่งยังมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ปัจจัยอื่นๆ จากต่างประเทศด้วย

แม้รัฐยังใช้นโยบายขาดดุลอยู่ หมายถึงยังมีส่วนในการช่วยเหลือเศรษฐกิจอยู่ แต่การขาดดุลน้อยลง ทำให้เป็นข้อจำกัดในบางเรื่อง รัฐพยายามแก้ไขแล้ว แต่ข่าวดีหนึ่งเรื่องคือมาจากฟิทช์ เรตติ้ง (Fitch Ratings) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจากระดับ “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) ส่งผลอย่างน้อยกับเซนติเมนต์นักลงทุนดีขึ้นและการลงทุนภาครัฐไม่ได้สูงขึ้น จึงยังเป็นส่วนที่ช่วยเหลือเศรษฐกิจอยู่

ประการที่สี่ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นอาจส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกรลดลง คาดว่าเอลนีโญจะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงปี 2027 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ให้ราคาสูขึ้น ได้แก่ ข้าว น้ำตาล น้ำมันปาล์ม

ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร ซึ่งเขียนรายงานในส่วนของประเทศไทย ระบุว่า ในบรรดา 4 ปัจจัยปรากฏการณ์เอลนีโญมีผลค่อนข้างเยอะกับรายได้เกษตรกร หากเกิดเป็นวงกว้างในระดับประเทศ ส่วนในปีหน้าเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ขึ้นกับปีหน้าว่ามีการรบกันหรือไม่ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่รบกัน เอลนีโญจะเป็นปัจจัยเสี่ยงมาก

ADB ยังเตือนเกี่ยวกับเงินเฟ้ออีกว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้ หากวิกฤตเอลนีโญผลักดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาด

ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชียปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประเทศไทย สำหรับปี 2026 เป็น 2.0 % จากเดิม 1.8 % ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยปัจจัยที่สนับสนุน ได้แก่ การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดีกว่าคาดและมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง รวมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการชะลอตัว

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปี 2027 คาดว่าจะลดลงเหลือ 1.9 % จากเดิม 2.0 % เนื่องจากคาดว่าอุปสงค์ในสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั่วโลกจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้การส่งออกของไทยในสาขาดังกล่าวชะลอลงตามไปด้วย

ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.5 % ในปี 2026 จาก 2.9 % ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้บางส่วน และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงสู่ 1.3 % ในปี 2027 ตามราคาพลังงานที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง