ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
เมื่อผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครตามไม่ทันความเจริญ และไม่สอดรับกับความเสี่ยงนํ้าท่วม ทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องยกเครื่องครั้งใหญ่ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น 90 วัน และเตรียมประกาศใช้ภายในปี 2570
ไฮไลต์คือการปรับลดพื้นที่สีขาวทแยงเขียวที่ดินอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม หรือพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก 90,000 ไร่ เหลือกว่า 30,000 ไร่ ส่วนฝั่งตะวันตกยกเลิกพื้นที่สีขาวทแยงเขียวทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 40,000 ไร่ ให้รับกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนไป รวมถึงมีผังน้ำมาบริหารจัดการน้ำควบคู่กับพัฒนาเมือง เพื่อให้เมืองอยู่ร่วมกับน้ำได้ในระยะยาว

“อาสา ทองธรรมชาติ” ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครปรับปรุงครั้งที่ 4 กำลังอยู่ในขั้นตอนปิดประกาศ 90 วัน ให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนด และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2570
ผุดผังน้ำแบ่ง 3 พื้นที่เสี่ยงท่วม
โดยแผนผังเมืองในครั้งนี้แบ่งตามการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็น 7 ผัง หนึ่งในนั้นคือ “ผังแสดงผังน้ำ” ซึ่งสะท้อนแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม โดยกำหนดแนวทาง ทั้งการปรับปรุง ขยาย และขุดคลองระบายน้ำ การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ รวมถึงการสงวนรักษาพื้นที่น้ำท่วมหลาก (Flood Way) และพื้นที่แก้มลิง (Retention Pond) เพื่อรองรับและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
“อาสา” ระบุว่า ธรรมชาติของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ต้องรับมือกับน้ำเป็นประจำทุกปีจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ น้ำฝน น้ำทะเลหนุน และน้ำเหนือ ขณะที่ผังน้ำในผังเมืองรวมของกรุงเทพฯ ได้แบ่งระดับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ “สีฟ้าเข้ม” เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสน้ำท่วมทุก 10 ปี “สีฟ้า” เป็นพื้นที่น้ำท่วมทุก 25 ปี และ “สีฟ้าอ่อน” เป็นพื้นที่น้ำท่วมทุก 100 ปี
“จุดที่น้ำท่วมถูกคำนวณตามหลักวิศวกรรมและถูกต้องตามเขตพื้นที่ที่น้ำท่วมตามผังเมืองใหม่ ว่าต้องระวังมากเป็นพิเศษ หรือจุดไหนที่ระบบระบายน้ำยังไม่เต็มที่ ก็จะท่วมอมตะนิรันดร์กาลอย่างซอยศูนย์วิจัย แต่คลองหลัก ๆ อย่างคลองบางเขน และคลองเปรมประชากรที่มีอุโมงค์รับน้ำ พื้นที่นั้นจะลดระดับลงไปเรื่อย ๆ และเราทำงานร่วมกับสำนักการระบายน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) และกรมชลประทานตลอด ว่าต้องดูแลขุดลอกคลองทุก 5 ปี”
ขยายพื้นที่แก้มลิง 126 แห่ง
“อาสา” ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯจะเกิดขึ้นในทุกปี ซึ่ง กทม.มี 2 ระบบรองรับ ได้แก่ 1.ระบบเตือนภัย และ 2.ระบบป้องกัน หรือคลังป้องกันน้ำท่วมตลอดแนวแม่น้ำ อุโมงค์ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และโครงการแก้มลิง

ประกอบไปด้วยโครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม 126 แห่ง, โครงการขยายคลองระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม 16 แห่ง, โครงการขุดคลองระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม 7 แห่ง, โครงการอุโมงค์เพื่อการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม 7 แห่ง, ที่ดินเพื่อการพัฒนาระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมชุมชน 1 แห่ง และที่ดินเพื่อการพักน้ำและป้องกันน้ำท่วมชุมชน 121 แห่ง
กรณีมีกระแสข่าวนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) สั่งยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 ขอยืนยันว่าผู้ว่าฯไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันผังเมืองปัจจุบันได้มีการเพิ่มระบบป้องกันจากเดิมที่มีโครงการแก้มลิงเพียง 20 แห่ง ขยายออกเป็น 126 แห่ง และโครงการอื่น ๆ อีก
“การกำหนดพื้นที่สำหรับโครงการแก้มลิง เราต้องมีระบบมาก่อน มีพื้นที่ที่การันตีว่ารับน้ำได้ ปั๊มน้ำออกไปสู่คลองสาธารณะได้ ถึงจะกำหนดออกมาเป็นกฎหมาย แต่สมัยก่อนมันไม่มี ไม่ได้กำหนดการระบายน้ำไว้ แต่ตอนนี้มันถูกกำหนดไว้ในผังแสดงผังน้ำของผังเมืองใหม่เบ็ดเสร็จเลย และแสดงให้เห็นได้เลยทั้งหมด”
เจาะทำเลน้ำท่วมหนัก
เจาะลึกไปยังรายละเอียดผังน้ำ “อาสา” กล่าวว่า พื้นที่ที่มีน้ำท่วมมากคือ บางกะปิ รามคำแหง สายไหม และกรุงเทพฯ ตะวันออก รองลงมาลาดพร้าวบึงทองหลาง มีนบุรี และเคหะร่มเกล้า ขณะที่พื้นที่อย่างย่านเกษตรฯ และประชานิเวศน์ 1 ซึ่งมีคลองบางเขนและคลองเปรมประชากรรองรับ แม้จะมีน้ำท่วมขัง หรือมีปริมาณน้ำมากในบางกรณี แต่สามารถระบายน้ำได้เร็วกว่าโซนอื่น เนื่องจากมีการไหลของน้ำเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำที่รองรับอยู่
สำหรับ “โซนตะวันออก” ซึ่งได้รับผลกระทบมากจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมกรุงเทพฯ “อาสา” กล่าวว่า ย่อมส่งผลต่อการอยู่อาศัยในพื้นที่ โดยในการปรับผังเมืองรวมใหม่ครั้งนี้ ได้ปรับพื้นที่สีเขียวลายซึ่งเดิมมีประมาณ 90,000 ไร่ เหลือประมาณ 30,000 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวจะสงวนไว้สำหรับระบบคลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและระบายน้ำในอนาคต
ส่วนพื้นที่ที่เหลือจากการปรับผัง ได้กำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวและสีเหลือง ซึ่งเปิดให้พัฒนาที่อยู่อาศัยได้ โดยสามารถสร้างบ้านบนที่ดินขนาดเล็กลง จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้สร้างได้บนที่ดินตั้งแต่ 100 ตร.ว.ขึ้นไป เหลือ 50 ตร.ว. โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีราคาถูกลง และไม่จำกัดการอยู่อาศัยไว้เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง
“โซนตะวันออกมันยังเป็นบัฟเฟอร์อยู่ ซึ่งพื้นที่บัฟเฟอร์คือพื้นที่สีเขียวที่กำหนดไว้เพื่อไม่ให้ความหนาแน่นของเมืองแต่ละพื้นที่ขยายตัวมาชนกัน โดยกรุงเทพฯมีพื้นที่บัฟเฟอร์อยู่รอบเมือง แต่ที่เราเปลี่ยนสีฝั่งตะวันออก เพราะอยากให้เป็นที่อยู่อาศัยที่คนมีรายได้น้อยก็อยู่ได้ เพราะผังเมืองมีเป้าหมายดูแลคนกรุงเทพฯทุกมิติ วิเคราะห์จากสภาพสังคมแต่ละทำเล กฎหมายการจัดสรร เพื่อออกแบบผังเมืองให้ตรงตามความเป็นจริงของสังคม”
เตือนเช็กทำเล-ระบบก่อนลงทุน
สำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯก่อนพัฒนาโครงการต้องศึกษาสภาพทำเลว่าปกติแล้วน้ำท่วมหรือไม่ เพื่อจัดการถมดิน หรือเตรียมระบบการจัดการบ้านเพื่อป้องกันน้ำท่วมส่งผลกระทบกับลูกบ้านอย่างไร
“เราเตือนเสมอ อย่างบางนา ต้องดูจะทำอย่างไรถ้าน้ำท่วม ถ้าฝนตกไม่มาก น้ำไม่เกิน 100 ลูกบาศก์เมตรพอเอาอยู่ แต่ถ้าตกนานน้ำมากต้องรอสักพัก ถ้าหมู่บ้านไกลจากระบบปั๊มน้ำจะมีปัญหา อาทิ ร่มเกล้า ประเวศ รามคำแหง บางกะปิ และที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้คลองแสนแสบ”