‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
จากจุดเริ่มต้นบริหารโครงการและเป็นที่ปรึกษาให้กับอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงเรียน และโรงพยาบาล ล่าสุด “กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท” (A Asset) พลิกบทบาทใหม่สู่นักพัฒนาอสังหาฯ ปักหมุด “ทองหล่อ” ทำเลทองเบอร์ต้นของกรุงเทพฯ ประเดิมโปรเจ็กต์แรก
จากวิศวกรก่อสร้างสู่อสังหาฯ

“อนวัช ฉัตรศิริกุล” ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท เอ แอสเสท เล่าว่า กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจก่อสร้างตั้งแต่ปี 2532 ภายใต้ชื่อบริษัท พี.พี.เอส.เอ็น จำกัด (PPSN) ต่อมาปี 2556 ขยายธุรกิจไปที่เวียดนามเป็นประเทศแรกอย่างเป็นทางการ เริ่มพัฒนาโครงการแรกเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา และขยับไปที่ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันถือครองพอร์ตการพัฒนาทั้งหมด 20,000 ยูนิต มูลค่ารวม 165,000 ล้านบาท
ก่อนจะกลับมาพัฒนาโครงการแรกที่ประเทศไทย “เอสเควี 53” (ชื่อไม่เป็นทางการ) บิ๊กโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสระดับลักเซอรี่ มูลค่า 12,000 ล้านบาท บนที่ดิน 7 ไร่ ทำเลทองหล่อ ติดรถไฟฟ้าบีทีเอส ภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate
โครงการมีพื้นที่ใช้สอย 100,000 ตร.ม. มีอาคารหลักสูง 6 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น, ทาวเวอร์ A สูง 39 ชั้น และทาวเวอร์ B สูง 28 ชั้น ประกอบด้วย โรงแรม คอนโดฯ และอาคารสํานักงาน โดยที่อยู่อาศัย 3 แห่ง แบ่งเป็นแบรนด์เด็ด เรสซิเดนซ์, แบรนด์เด็ด เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ และโรงแรมระดับ 5 ดาว ยังมีพื้นที่คอมมิวนิตี้มอลล์, เวลเนส เซ็นเตอร์, พื้นที่สำนักงาน และสวนลอยฟ้า
โครงการนี้วางแนวคิดให้แต่ละองค์ประกอบเชื่อมต่อเป็นอีโคซิสเต็ม ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตและยังเจรจาขอเชื่อมต่อกับ BTS สถานีทองหล่อ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง การจะพัฒนาโครงการต้องเริ่มจากความเข้าใจ ทั้งผู้คน พื้นที่ และบริบทของเมือง เพื่อให้โครงการสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและเมืองต่อไป ภายใต้ปรัชญา “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญและมองไกลไปถึงคุณค่าที่จะส่งต่อไปในระยะยาว
“ทองหล่อถือเป็นโลเกชั่นที่ดี แม้ตอนนี้ตลาดอสังหาฯ อาจดูไม่เสถียร แต่เราเน้นไปที่การสร้างอีโคซิสเต็มที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของผู้บริโภค นั่นคือเหตุผลที่เอ แอสเสท สร้างมิกซ์ยูส ไม่ใช่แค่ทำคอนโดฯ ขายแล้วจบ อีกอย่างประเทศไทยใกล้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทำให้คนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และเรานำเสนอ Wellness & Longevity เป็นองค์ประกอบ ไม่ได้มองแค่คนที่อยู่ในโครงการ แต่พยายามหาข้อดีที่ส่งเสริมผู้อยู่อาศัยรอบโครงการ”
ซุ่ม 2 ปี เสนอไอเดียแลนด์ลอร์ด
สำหรับที่ดินที่นำมาพัฒนา “อนวัช” กล่าวว่า เราได้มาจากตระกูลเก่าแก่ บริษัทเข้าไปนำเสนอไอเดียว่าจะทำอะไร ใช้เวลาเจรจากันมากกว่า 2 ปี จนกระทั่งเห็นตรงกัน จึงตกลงเช่าสัญญา 40 ปี และบวกเพิ่ม 5 ปีสำหรับการพัฒนา
ยังได้รับคำแนะนำจาก “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่อาศัยในทำเลนี้และเสนอให้พัฒนาโครงการที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตคนในชุมชนโดยรอบ จึงเป็นที่มาออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวทั้งหมด 5,000 ตร.ม. โดยแบ่ง 2,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่สาธารณะให้คนภายนอกเข้ามาใช้บริการ ทำให้โครงการต้องมีระยะถอยร่นจากถนน 60 เมตร
สำหรับระดับราคา แม้อสังหาฯในทำเลนี้จะมีความหลากหลายทั้งระดับราคาและโครงการ ตั้งแต่กลุ่มพรีเมี่ยมราว 160,000-240,000 บาทต่อตร.ม. ไปจนถึงซูเปอร์ไพรมตั้งแต่ 500,000 บาทต่อตร.ม. แต่โครงการนี้จะอยู่ในกลุ่มราคาซิมพลีพรีเมี่ยมและเป็นลักษณะลีสโฮลด์เมื่อเทียบกับฟรีโฮลด์ระดับราคาต่ำไม่น้อยกว่า 30% โดยขนาดห้อง 1 ห้องนอนเริ่มต้น 45-50 ตร.ม.
“ลีสโฮลด์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทั้งผู้อยู่อาศัยสมัยใหม่ และนักลงทุน คาดว่าโครงการจะสร้างอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่า 4.5-9.5% ต่อปี”
ดึงพันธมิตรญี่ปุ่นร่วมลงทุน
ด้านการลงทุนเอ แอสเสท เป็นหัวเรือหลัก มีบริษัทที่ลงทุนในเวียดนามชื่อ BCONS และพันธมิตรจากญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนด้วย แม้เป็นโครงการแรกและขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอที่พัฒนาที่เวียดนาม 165,000 ล้านบาทเทียบสเกลแล้ว ทำให้ไม่กังวลเรื่องการเงิน ส่วนไทม์ไลน์โครงการอยู่ในขั้นตอนประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดเริ่มสร้างต้นปี 2570 เปิดปี 2573