กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
กทม.ย้ำ ยกเลิก”บึงคู้บอน-บึงบางชัน“ เหตุไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน รวม 2 บึง กักน้ำได้เพียง 7 แสน ลบ.ม. ใช้อุโมงค์ระบายน้ำ-บึงหนองบอน กักเก็บน้ำได้มากกว่า 10 เท่า ยันไม่คิดเอื้อเอกชน ชี้ต้องครบ “ปาก–แก้ม–คอ”
นายเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TEAM GROUP (บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์) ชี้แจงกรณีข้อกังวลเกี่ยวกับการทบทวนโครงการแก้มลิงบึงคู้บอน โดยกล่าวว่า การพิจารณาโครงการต้องดูทั้งประสิทธิภาพ ความสามารถในการรับและระบายน้ำ ความเชื่อมโยงกับระบบหลัก และความคุ้มค่าของงบประมาณ โดยยืนยันว่าดำเนินการตามหลักวิชาการและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใด
แนวคิดการพัฒนาแก้มลิงในพื้นที่ดังกล่าวมีที่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และผลการศึกษาระบบระบายน้ำในปี 2556 ที่เสนอพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติมหลายแห่ง โดยบางแห่งเป็นที่ดินเอกชน จึงต้องเข้าสู่กระบวนการเวนคืนและรับฟังความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การพัฒนาแก้มลิงให้ใช้งานได้จริงต้องลงทุนระบบเพิ่มเติมจำนวนมาก
ด้านนายชวลิต กล่าวว่า บึงคู้บอนมีความจุตามแนวคิดของโครงการประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาตรที่สามารถนำมาใช้บริหารจัดการน้ำได้จริงอยู่ที่ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากไม่สามารถใช้ความจุของบึงได้ทั้งหมด และต้องเผื่อระดับน้ำสำหรับการควบคุมระบบ
การพัฒนาบึงคู้บอนให้ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงการเวนคืนที่ดินหรือขุดบึง แต่ต้องมีองค์ประกอบครบทั้งทางนำน้ำเข้า พื้นที่กักเก็บ และทางระบายน้ำออก โดยต้องปรับปรุงคลองที่เชื่อมต่อ ก่อสร้างคันและแนวป้องกันน้ำ อาคารควบคุม ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อให้สามารถรับ กัก และระบายน้ำออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อนำราคาที่ดินปัจจุบันและค่าก่อสร้างระบบประกอบทั้งหมดมารวมกัน กรอบค่าใช้จ่ายของโครงการคู้บอนเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน แต่รวมถึงค่าปรับปรุงคลอง อาคารควบคุมน้ำ ประตูน้ำ คันป้องกันน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบ
“กทม. จึงต้องเปรียบเทียบต้นทุนกับปริมาตรน้ำที่สามารถบริหารได้จริง โดยบึงคู้บอนใช้บริหารน้ำได้เพียงประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่บึงหนองบอน ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว สามารถนำปริมาตรมาใช้บริหารจัดการได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่าราว 10 เท่า และยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบอุโมงค์และคลองสายหลัก เพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกเข้าสู่ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ได้”
ทั้งนี้หน้าที่หลักของแก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องครบทั้ง “ปาก–แก้ม–คอ” คือ มีทางนำน้ำเข้า มีพื้นที่เก็บน้ำ และมีทางระบายน้ำออก หากมีเพียงพื้นที่รับน้ำแต่ไม่สามารถนำน้ำเข้าและระบายออกได้ทัน ก็ไม่สามารถใช้ศักยภาพของบึงได้เต็มที่
กทม. จึงวางแนวทางพัฒนาระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ โดยใช้คลองสายหลัก เช่น คลองพระยาสุเรน คลองสามวา คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ เชื่อมต่อกับบึงหนองบอน อุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ พร้อมวางแผนขยายการรับน้ำจากพื้นที่มีนบุรี บางกะปิ ลาดกระบัง ร่มเกล้า และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าสู่ระบบดังกล่าวให้มากขึ้น
สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ และโครงการขนาดใหญ่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ กทม. ได้วางมาตรการระยะสั้นและระยะกลางควบคู่กัน ทั้งการบริหารประตูระบายน้ำตามแนวคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ การเร่งเปิดทางน้ำ ปรับปรุงระบบคลอง เสริมแนวป้องกันน้ำ และเร่งนำน้ำเข้าสู่บึงหนองบอนให้มากขึ้น เพื่อใช้ศักยภาพของระบบสูบน้ำและอุโมงค์ที่มีอยู่ให้ได้เต็มที่
สำหรับเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องล่าสุด นายเจษฎา ระบุว่า ฝนที่ตกสะสมในกรุงเทพฯ หลายวันมีปริมาณมากกว่า 300 มิลลิเมตร คิดเป็นน้ำจำนวนมากเมื่อเทียบกับความจุของแก้มลิงขนาดเล็ก หากพิจารณาเฉพาะบึงคู้บอนและบางชันรวมกัน แม้จะช่วยหน่วงน้ำฝนได้ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำจากฝนหนักทั้งพื้นที่แล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยระบบคลอง อุโมงค์ และสถานีสูบน้ำที่สามารถระบายน้ำได้อย่างต่อเนื่องควบคู่กัน
“เครื่องมือบริหารจัดการน้ำทุกประเภทมีความสำคัญ รวมถึงแก้มลิง แต่การเลือกดำเนินโครงการในแต่ละพื้นที่ต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ปริมาตรน้ำที่ใช้บริหารได้จริง ความเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณ เพื่อให้สามารถจัดการน้ำได้มากที่สุดและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว” นายเจษฎา กล่าว






