เกษตรฯ สั่งคุมเข้มฟาร์มจระเข้ช่วงน้ำท่วม กรมประมงเปิด War Room เฝ้าระวัง
กรมประมงเปิด War Room ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง รับมือฝนหนักระลอกใหม่ช่วง 4-7 และ 9-12 ตุลาคม ระดมเจ้าหน้าที่ 191 นาย เรือตรวจการ 58 ลำ รถยนต์ 39 คัน กระจายกำลังเฝ้าระวัง 4 กลุ่มพื้นที่ พร้อมยกระดับคุมเข้มฟาร์มจระเข้ ป้องกันหลุดรอดช่วงน้ำท่วม กำชับเกษตรกรตรวจบ่อ กระชัง และพื้นที่เพาะเลี้ยง พร้อมเร่งรายงานหากสถานการณ์รุนแรง
นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง (ศปภ.ปม.) เปิดเผยว่า ภายหลังนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและฝนตกหนักระลอกใหม่ช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม และ 9-12 ตุลาคม 2569 กรมประมงได้ยกระดับมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมงทันที
กรมประมงได้จัดตั้ง War Room ภายใต้ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง เพื่อเป็นศูนย์กลางติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการประมงอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ ประสานการปฏิบัติงาน และสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นแก่หน่วยงานในพื้นที่
การติดตามสถานการณ์จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
สำหรับมาตรการเร่งด่วน กองตรวจการประมงได้ระดมเจ้าหน้าที่รวม 191 นาย พร้อมเรือตรวจการประมง 58 ลำ และรถยนต์ 39 คัน กระจายกำลังไปยังพื้นที่เสี่ยง เพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น
กลุ่มภาคกลาง ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 22 นาย เรือ 15 ลำ และรถยนต์ 8 คัน
กลุ่มภาคตะวันตก ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี และสมุทรสงคราม จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 59 นาย เรือ 18 ลำ และรถยนต์ 13 คัน
กลุ่มภาคตะวันออก ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ตราด จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 65 นาย เรือ 17 ลำ และรถยนต์ 12 คัน
ส่วนกลุ่มกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 45 นาย เรือ 8 ลำ และรถยนต์ 6 คัน
เจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ดังกล่าวจะใช้สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม รวมถึงการขนส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน
นายมานพกล่าวว่า กรมประมงยังยกระดับมาตรการเฝ้าระวังฟาร์มเลี้ยงจระเข้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันจระเข้หลุดรอดจากสถานที่เลี้ยงในช่วงฝนตกหนักและน้ำท่วม
ได้กำชับผู้ประกอบการและผู้เลี้ยงจระเข้ตรวจสอบความแข็งแรงและความมั่นคงของสถานที่เลี้ยง คันกั้นน้ำ รั้ว ประตู และระบบป้องกันการหลุดรอดให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังตลอดช่วงที่มีฝนตกหนักและเกิดอุทกภัย
หากพบว่ามีจระเข้หลุดออกจากสถานที่เลี้ยง ให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อลดความเสี่ยงต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบ
พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบจระเข้ในพื้นที่ผิดปกติ ไม่ควรเข้าใกล้ ไล่ต้อน หรือพยายามจับด้วยตนเอง
นอกจากนี้ กรมประมงได้มอบหมายสำนักงานประมงจังหวัดเร่งแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงให้เตรียมรับสถานการณ์ โดยติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมป้องกันความเสียหายต่อสัตว์น้ำ บ่อเพาะเลี้ยง กระชัง และพื้นที่ประกอบอาชีพ
หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ ให้เร่งรายงานข้อมูลเข้าสู่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง เพื่อพิจารณาสนับสนุนการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
นายมานพกล่าวว่า ประชาชนหรือเกษตรกรที่ต้องการคำแนะนำหรือขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด และหน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ประสบภัย หรือศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง โทร. 0 2558 0236

