Thai PBS เกิดขึ้นได้อย่างไร? ย้อนที่มาจาก ‘ทีวีเสรี’ สู่ ‘สื่อสาธารณะ’
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนแหล่งเงินของ Thai PBS จาก “ภาษีบาป” มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้คำถามเรื่องงบประมาณ ความคุ้มค่า และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี สื่อสาธารณะ ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้รับความรู้ และได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้อง ไม่บิดเบือน และเป็นหนึ่งพื้นที่ที่ทำให้เกิดการรับรู้วาระสังคมและวาระอื่น ๆ ที่กระทบต่อชีวิตประชาชน ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น
“แต่ก่อนจะไปถึงประเด็นว่าโครงสร้างเงินของ Thai PBS ควรเปลี่ยนหรือไม่ อาจต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นเสียก่อนว่า สื่อสาธารณะแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากอะไร เหตุใดจึงเลือกแปรสภาพจากทีวีเสรีอย่าง TITV และโครงสร้างที่ถูกออกแบบขึ้นตั้งแต่วันแรก มีเป้าหมายให้ Thai PBS ทำหน้าที่แตกต่างจากสื่อรัฐและสื่อพาณิชย์อย่างไร
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของสื่อสาธารณะแห่งนี้อีกครั้ง
ย้อนจุดเริ่มต้นจาก ‘พฤษภาทมิฬ’
จุดเริ่มต้นสำคัญก่อนกลายมาเป็นสื่อสาธารณะในปัจจุบัน ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ซึ่งสื่อในเวลานั้น ไม่ได้มีการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างถูกต้อง นำไปสู่การเรียกร้องของประชาชน ถึงความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
เวลาต่อมา รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน 2 ซึ่งเป็นรัฐบาลแรกหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รับลูกในการก่อร่างสร้างทีวีเสรีช่องใหม่เกิดขึ้น โดยเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมประมูลสัมปทาน เสนอผลประโยชน์ที่จะมอบให้แก่รัฐตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี
จนกระทั่งได้กลุ่มเอกชน ซึ่งนำโดยธนาคารไทยพาณิชย์ เข้ามาดำเนินการทีวีช่องใหม่ ‘ไอทีวี (ITV)’ และเริ่มออกอากาศเป็นทางการ 1 กรกฎาคม 2539 ภายใต้ชื่อ “บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด” (ภายหลังมีการแปรสภาพเป็น “บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)” ซึ่งเป็นไปตามที่สัญญากำหนดเรื่องการแปรสภาพเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด”)
จากการเริ่มต้น ‘ทีวีเสรี’ ระหว่างทางมีเหตุสะดุดหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’ การบริหารรายได้ จนเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นมาเป็น บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น และยังคงเจอเหตุสะดุดอีกหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะการที่ศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อปี 2547 ที่อนุญาตให้ไอทีวี สามารถแก้ไขสัมปทานได้ ทำให้ไอทีวีต้องเผชิญการถูกเรียกค่าสัมปทานย้อนหลัง และค่าปรับ นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่มีคำสั่งเพิกถอน ช่วงเดือนธันวาคม 2549 รวมกันมากกว่า 1 แสนล้านบาท
กระทั่งปี 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยกเลิกสัญญากับ บมจ.ไอทีวี และยึดคลื่นและทรัพย์สินต่าง ๆ กลับมาอยู่ในการดูแลของรัฐ หลังวันที่ 7 มีนาคม 2550
ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ยังคงดำเนินการออกอากาศต่อเนื่องโดยไม่มีการจอดำ ตามคำสั่งศาลปกครอง โดยให้กรมประชาสัมพันธ์เข้ามากำกับดูแล ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป ในชื่อ ‘ทีไอทีวี (TITV)’
เปลี่ยนโมเดลสู่ ‘ทีวีสาธารณะ’
ระหว่างที่ ‘ทีวีเสรี’ ยังเดินหน้าต่อไปชั่วคราวตามคำสั่งศาล กลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ผลักดันให้เกิดสื่อสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุคสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีการพิจารณาจัดตั้งสื่อสาธารณะขึ้น โดยมีมติเห็นชอบให้แปรสภาพ TITV เป็นทีวีสาธารณะ
ต่อมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้วยคะแนน 106 ต่อ 44 เสียง และกฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 เป็นการนับหนึ่ง ‘ทีวีสาธารณะ’ อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ Thai PBS เริ่มทดลองออกอากาศตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และออกอากาศอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2551
ทำไมต้องแปรสภาพ ‘ทีไอทีวี’ เป็นทีวีสาธารณะ
ย้อนกลับไปก่อนจะมีการพิจารณา พ.ร.บ. Thai PBS ได้มีการพิจารณาหลากหลายทางเลือกของการจัดตั้งสื่อสาธารณะ หนึ่งในทางเลือกสำคัญคือ การแปรสภาพช่องทีวีเดิม คือ สทท.11 และ TITV ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ ทั้ง 2 ช่อง
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ทำไมรัฐบาลถึงเลือก TITV มาแปรสภาพเป็นทีวีสาธารณะ ?
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ระบุไว้ใน TDRI Quarterly Review เดือนมิถุนายน 2551 ถึงข้อดี-ข้อจำกัดของการเลือกช่องเดิมทั้ง 2 ช่อง มาเป็นทีวีสาธารณะ
โดย TITV มีข้อดีเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานการออกอากาศที่มีอยู่เดิม ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ อย่างน้อย 15.7 ล้านครัวเรือน ช่วยประหยัดงบประมาณลงทุนสร้างสถานีใหม่ได้ราว 3,200–3,400 ล้านบาท และลดระยะเวลาจัดตั้งลงได้ 18–24 เดือน
ขณะที่ในมุมบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กรมีความคล่องตัว บุคลากรเดิมมีความเป็นมืออาชีพ มีทักษะการทำรายการ และมีวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อต่อการดำเนินงานสื่อมากกว่าระบบราชการ
อีกทั้งช่วยคลี่คลายปัญหาสัมปทานที่ค้างคากับภาครัฐ โดยโอนย้ายภารกิจและทรัพย์สินมาทำสื่อสาธารณะ พร้อมแยกข้อพิพาทคดีความเดิมระหว่างเอกชนกับ สปน. ออกไปดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่างหาก
ส่วนข้อจำกัดใหญ่ ๆ คือ การปรับเปลี่ยนองค์กร โดยบุคลากรเดิมต้องเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนความคุ้นเคยเดิมที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและมาตรฐานของสื่อสาธารณะ
ขณะที่ สทท.11 มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่แล้วตั้งแต่แรก และมีโครงสร้างพื้นฐานของช่อง 11 เดิมรองรับอยู่แล้ว ทำให้ใช้เงินลงทุนเพิ่มต่ำมาก
แต่ สทท.11 มีวัฒนธรรมองค์กรในแบบราชการ ขาดความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการแบบสื่อมืออาชีพ รายการส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภาครัฐ โดยประมาณ 1 ใน 3 ของเวลาออกอากาศเป็นการถ่ายทอดสดและเปิดให้หน่วยงานอื่นเช่าเวลา
หากจะยกระดับช่อง 11 ให้ได้มาตรฐานสื่อสาธารณะจริง ต้องใช้เวลาเกินกว่ากรอบเวลาของรัฐบาลในขณะนั้น
2,000 ล้านบาท เพื่อการเป็นสื่ออิสระ
จุดเด่นหลัก ๆ ของ Thai PBS คือความเป็นสื่อสาธารณะที่มีแหล่งงบประมาณชัดเจนจากภาษีบาป ปีละ 2,000 ล้านบาท และไม่มีโฆษณาจากเอกชน เป็นหลักประกันของการทำงานสื่อสาธารณะที่ต้องปราศจากการแทรกแซงจากการเมืองและกลุ่มทุนเอกชน
และด้วยความเป็นสื่อสาธารณะ ทำให้ Thai PBS สามารถนำเสนอความหลากหลายของคอนเทนต์ที่อาจไม่ได้เห็นบ่อยนักบนสื่อเอกชน ไม่ว่าจะเป็นข่าวเจาะลึก ประเด็นข่าวต่าง ๆ ทั้งสิ่งแวดล้อม วาระสังคม เสียงจากพลเมือง ผ่าน ‘นักข่าวพลเมือง’ จนถึงรายการสารคดี รายการสาระบันเทิงที่แตกต่าง
ในแง่โครงสร้างการทำงาน นอกจากคณะกรรมการบริหารแล้ว ยังมีคณะกรรมการนโยบาย ที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับการทำงานของทีมบริหาร และคุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กร จนถึงสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ และคณะอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ที่ทำหน้าที่รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในเรื่องการกระทำหรือเนื้อหาที่ขัดหลักจริยธรรมสื่อสารมวลชน และการรับข้อเสนอรายการ ความต้องการต่าง ๆ จากประชาชน นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการบริหาร

ปรับประสิทธิภาพ-พิสูจน์ความคุ้มค่า
สิ่งที่ Thai PBS เผชิญต่อการตั้งคำถามมาโดยตลอด คือ การใช้งบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ยังไม่สะท้อนความคุ้มค่าเท่าที่ควร ขณะเดียวกัน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอแก้กฎหมาย Thai PBS และ 3 กองทุนที่ได้รับงบประมาณภาษีบาป ให้มาใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลัง
บุญเลิศ คชายุทธเดช สื่อมวลชนอาวุโส อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก สะท้อนว่า Thai PBS กำลังเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือจากการบริหารภายในและการใช้เงินงบประมาณสูงถึงปีละ 2,600–2,800 ล้านบาทอย่างไม่คุ้มค่า ทั้งปัญหาองค์กรเทอะทะ การจ้างงานซ้ำซ้อน และการถูก สตง. ตรวจสอบความโปร่งใส
ส่งผลให้เกิดกระแสเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้ พร้อมแรงกดดันจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อที่เรียกร้องให้ทบทวนบทบาทและโครงสร้างบริหาร
พร้อมทั้งเสนอว่า ไทยพีบีเอส จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่เพื่อกอบกู้คุณค่าและความเป็นมืออาชีพของสื่อสาธารณะที่เที่ยงธรรมก่อนจะสายเกินแก้
เช่นเดียวกับ ชัยรัตน์ ถมยา สื่อมวลชน และอดีตผู้ประกาศข่าวของ Thai PBS สะท้อนความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า การเสนอแก้ไขกฎหมาย Thai PBS เป็นโอกาสสำคัญในการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินสาธารณะปีละ 2,000 ล้านบาท
แม้การรักษาความเป็นอิสระทางการเมืองจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบเรื่องต้นทุน การเข้าถึง และประสิทธิผล
สื่อสาธารณะต้องทำหน้าที่ในสิ่งที่สื่อพาณิชย์ไม่ทำ และพร้อมพิสูจน์ “ความคุ้มค่าของเงิน” (Value for Money) เช่นเดียวกับโมเดลรายได้ของ NHK และ BBC โดยหลักประกันความอยู่รอดที่แท้จริงคือการตอบสังคมให้ได้ว่า หากไม่มี Thai PBS สังคมจะสูญเสียประโยชน์ที่ไม่มีสื่ออื่นทดแทนได้
ขณะที่ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส ได้กล่าวในงานเวทีเสวนาออนไลน์ หัวข้อ ‘เปลี่ยน “กระเป๋าเงิน” ไทยพีบีเอส “วินัยการเงินประเทศ” ดีขึ้นจริงหรือไม่ ?’ โดยมองเรื่องงบประมาณว่า ตัวชี้วัดความคุ้มค่า ดร.เจิมศักดิ์ มองว่าการวัดจากยอดวิวหรือเรตติ้งเป็นเรื่องตื้นเกินไป
เนื่องจากยอดวิวสูงทำได้ง่ายโดยนำเสนอเรื่องเพศ ความรุนแรง หรือภาษาหยาบคาย แต่ไม่ได้สาระประโยชน์
ความคุ้มค่าที่แท้จริงของสื่อสาธารณะจึงอยู่ที่การทำหน้าที่ดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ เด็ก และเยาวชน ซึ่งไม่มีกำลังซื้อและสื่อพาณิชย์มองข้าม
นอกจากนี้ วงเงินเพดาน 2,000 ล้านบาทต่อปีที่ตั้งไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน หากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะเหลือมูลค่าจริงเพียงพันกว่าล้านบาท ถือว่าประหยัดมากเมื่อเทียบกับสื่อสาธารณะต่างประเทศอย่าง BBC หรือ NHK ทั้งยังมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งจาก สตง. การรายงานต่อสภา และการถ่วงดุลผ่านโครงสร้างบอร์ดนโยบายและบอร์ดบริหารอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของไทยพีบีเอสว่า ฝ่ายบริหารต้องเร่งปรับสมดุล (Balance) ระหว่างการจ้างผลิตภายนอก (Outsource) กับการใช้พนักงานประจำที่มีอยู่ราว 1,000 คน
แม้กฎหมายจะกำหนดให้จัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 10% เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตอิสระ แต่หากยังพึ่งพาการจ้างภายนอกมากเกินไป ก็ควรพิจารณาลดจำนวนพนักงานลง หรือปรับปรุงประสิทธิภาพพนักงานภายในให้รับภาระการผลิตเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย นำทัพเสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีการกำหนดแหล่งเงินงบประมาณใหม่ จากเดิมที่ใช้ภาษีบาป ราวปีละ 2,000 บาท มาเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ร่างกฎหมายดังกล่าว เสนอยกเลิกและปรับเปลี่ยนบทบัญญัติเกี่ยวกับแหล่งเงินงบประมาณที่ใช้ในการบริหารกิจการ ตาม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551
โดยเสนอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 11 (1) (ที่มาของรายได้) จากเดิม รายได้หลักมาจากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบตามมาตรา 12 แก้ไขเป็นการใช้เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
พร้อมทั้งยกเลิก มาตรา 12, 13, 14, 15 และ 16 ซึ่งเกี่ยวกับกลไกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ ดังนี้
ยกเลิกมาตรา 12 : ยกเลิกอำนาจการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การในอัตราร้อยละ 1.5 จากภาษีสุราและยาสูบ (เพดานเดิมไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี)
ยกเลิกมาตรา 13 : ยกเลิกหน้าที่ของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรในการเรียกเก็บและนำส่งเงินบำรุง รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายจัดเก็บ
ยกเลิกมาตรา 14 และ 15 : ยกเลิกหน้าที่ของผู้เสียภาษีสุรา/ยาสูบในการส่งเงินบำรุง ตลอดจนหลักเกณฑ์การงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน หรือคืนเงินบำรุง
ยกเลิกมาตรา 16 : ยกเลิกบทลงโทษและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีส่งเงินบำรุงล่าช้าหรือส่งไม่ครบ
สำหรับหลักการและเหตุผลในการเสนอแก้ไขกฎหมาย มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ
การรักษาวินัยการเงินการคลัง : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน
ข้อจำกัดตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง : มาตรา 26 (หรือมาตรา 6 ในบันทึกวิเคราะห์) แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะของตน จะกระทำมิได้
การยกเลิกบทเฉพาะกาลเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน : แม้มาตรา 82 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะผ่อนผันให้กฎหมายเดิมบังคับใช้ต่อได้ แต่นับเป็นเพียงบทเฉพาะกาล จึงสมควรยกเลิกการนำเงินรายได้จากภาษีสุราและยาสูบส่งเป็นเงินบำรุงองค์การโดยตรง เพื่อให้การจัดเก็บและรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
สำรวจงบฯ ‘Thai PBS’ 5 ปีล่าสุด
หากสำรวจภาพรวมงบประมาณของ Thai PBS ใน 5 ปีล่าสุดนี้ นอกจากการได้รับจัดสรรเงินจากภาษีบาป ปีละกว่า 1,900-2,000 ล้านบาทแล้ว ปัจจุบันยังมีรายได้จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) รวมเป็นเงินปีละ 300-400 ล้านบาท
และเมื่อสำรวจรายรับ-รายจ่าย ตลอด 5 ปีล่าสุด ตั้งแต่ปี 2564-2568 พบว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Thai PBS อยู่ในภาวะขาดดุลงบประมาณ ราว 150-275 ล้านบาทต่อปี จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมา งบประมาณของ Thai PBS สามารถพลิกกลับมาเป็นเกินดุลที่ 69 ล้านบาท
ทั้งนี้ Thai PBS ประสบกับภาวะขาดดุลงบประมาณ มาตั้งแต่ปี 2563 โดยในช่วงนั้นขาดดุลอยู่ที่ 117.46 ล้านบาท ก่อนที่สัญญาณของภาวะขาดดุลจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนปี 2566 ที่ขาดดุลสูงถึงกว่า 275 ล้านบาท
ขณะที่แผนบริหารกิจการ ปี 2569 ระบุถึงประมาณการรายได้ และแผนรายจ่ายไว้ โดยประมาณการรายได้รวม 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็น
เงินบำรุงองค์การ (ตาม พ.ร.บ. มาตรา 12) : 2,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 75.47 ของรายได้รวม)
รายได้ค่าบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวกฯ (มาตรา 11 (4)) : 540 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 20.38)
ดอกผลจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ (มาตรา 11 (7)) : 60 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 2.26)
รายได้อื่น ๆ : 50 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 1.89)
สำหรับรายได้อื่น ๆ จำนวน 50 ล้านบาท มีการคาดการณ์รายได้จาก 3 ส่วนหลัก คือ รายได้ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการเพิ่มเติม 23.80 ล้านบาท รายได้จากผู้สนับสนุนองค์การ (Co-Creation) 22.0 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา (IP) 4.2 ล้านบาท
ขณะที่แผนการใช้จ่าย ประมาณการรวม 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้
หมวดยุทธศาสตร์ 1,156.28 ล้านบาท (ร้อยละ 43.63 ของงบรายจ่ายรวม) ประกอบด้วย 4 แผนงานหลัก และงบกลาง/สำรอง
- แผนงานสาระเนื้อหา (Content): 927.93 ล้านบาท (ร้อยละ 80.25 ของหมวดยุทธศาสตร์) แบ่งเป็น
- ผลิตสารคดีและสารประโยชน์ 306.14 ล้านบาท
- ผลิตเนื้อหาสาระบันเทิง 269.96 ล้านบาท
- ผลิตข่าวและรายการข่าว 188.62 ล้านบาท
- ผลิตและจัดหารายการเพื่อเด็กและการเรียนรู้ 97.14 ล้านบาท
- ผลิตเนื้อหาและกิจกรรมภาคพลเมือง 53.91 ล้านบาท
- กลยุทธ์สนับสนุนเนื้อหา 12.16 ล้านบาท
- แผนงานแพลตฟอร์มและบริการ (Platforms & Services) 107.43 ล้านบาท (ร้อยละ 9.29)
- แผนงานวิจัยและการจัดการข้อมูล (R&D and DATA) 38.30 ล้านบาท (ร้อยละ 3.31)
- แผนงานการมีส่วนร่วมสาธารณะ (Public Engagement) 30.62 ล้านบาท (ร้อยละ 2.65)
- งบกลาง/งบฉุกเฉิน/งบสำรอง 52 ล้านบาท (งบกลาง 12 ล้านบาท, งบฉุกเฉิน 5 ล้านบาท, งบสำรอง 35 ล้านบาท)
หมวดโครงสร้างพื้นฐานสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริหารทั่วไป 732.82 ล้านบาท (ร้อยละ 27.65)
- งานบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวก 300 ล้านบาท
- งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 147.25 ล้านบาท
- งานบริหารทั่วไป 144.95 ล้านบาท
- งานเทคโนโลยีแพร่ภาพออกอากาศ 140.62 ล้านบาท
หมวดบุคลากร: 760.90 ล้านบาท (ร้อยละ 28.71)
- งบเงินเดือน สวัสดิการ และค่าตอบแทนพนักงาน 722.40 ล้านบาท
- งบปรับปรุงโครงสร้างองค์กร (โครงการสมัครใจเกษียณก่อนกำหนด) 20 ล้านบาท
- งบพัฒนาบุคลากรและระบบ HRIS 18.50 ล้านบาท