กรมการแพทย์ย้ำดูแลผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจ
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ห่วงภาพสะท้อนดูแลผู้สูงอายุผิดวิธี ย้ำพฤติกรรมเปลี่ยนหรือก้าวร้าวอาจเป็นสัญญาณเจ็บป่วยที่ต้องดูแลด้วยความเข้าใจ
จากกรณีข่าวสะเทือนใจในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสภาพของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบางแห่งที่มีการติดตั้งลูกกรงเหล็กครอบเตียงและรั้วลวดหนามคล้ายห้องขังเพื่อควบคุมพฤติกรรมผู้ป่วย สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนรุนแรงในการจัดการปัญหาพฤติกรรมและความเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและครอบครัว เมื่อผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หรือมีความขัดแย้งกับผู้ดูแล ผู้ดูแลเริ่มเหนื่อยล้า หรือในกลุ่มผู้ป่วยสมองเสื่อมที่มักหงุดหงิด ก้าวร้าว และต่อต้าน ขอให้ตระหนักว่าอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความ “ดื้อรั้น” หรือเป็นแค่ความเสื่อมตามวัย ครอบครัวจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมพฤติกรรมหรือการจำกัดอิสรภาพด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม แต่ให้หันมาเน้นการดูแลรอบด้านในชีวิตประจำวันแทน
ได้แก่ การสำรวจและบรรเทาความต้องการพื้นฐานหรือความเจ็บป่วยซ่อนเร้น เช่น ตรวจสอบเรื่องความปวด ภาวะขาดน้ำ ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง หรือยาใหม่, การปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย มีแสงสว่างพอเหมาะ ให้ใกล้เคียงกับบ้านที่คุ้นเคย รักษากิจวัตรให้สม่ำเสมอเพื่อลดความสับสน พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการผูกมัดหรือกักขัง และการสื่อสารด้วยความอ่อนโยน ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล ให้เวลาในการคิด และใช้การเบี่ยงเบนความสนใจแทนการบังคับ เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุ

ด้านแพทย์หญิงบุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กล่าวต่อว่า หากดูแลเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ครอบครัวควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่อย่างเร่งด่วน โดยสังเกตสัญญาณเตือนสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ อาการสับสนเพ้อหรือเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างรวดเร็วซึ่งอาจมีโรคทางกายซ่อนอยู่, อาการหงุดหงิด หวาดกลัว หรือระแวง ซึ่งอาจเป็นอาการทางพฤติกรรมและจิตใจจากสมองเสื่อม, หรือการแสดงอาการไม่ตรงไปตรงมาในผู้สูงอายุ เช่น การเจ็บป่วยรุนแรง ได้แก่ ติดเชื้อ แต่กลับแสดงออกแค่ซึมลงหรือสับสนโดยไม่มีไข้เด่นชัด การทำความเข้าใจและช่วยกันสังเกตอาการเหล่านี้ร่วมกับทีมแพทย์ จะช่วยให้ครอบครัวสามารถพาผู้สูงอายุเข้าสู่แนวทางรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และดูแลกันได้อย่างเหมาะสม
หากพบว่าการดูแลหรืออาการของผู้ป่วยเริ่มเกินกำลัง ครอบครัวไม่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเชิงลึก หรือพิจารณาให้ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานและมีบุคลากรคอยช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเข้ามาช่วยดูแลซึ่งทำได้ทั้งในระยะสั้นในหลักสัปดาห์ หรือระยะยาว จะช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยล้าของญาติ พร้อมทั้งดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน