กรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-ผลักดันน้ำ 24 ชม. เร่งระบายน้ำบางปะกง-คลองรังสิต
กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำหลังปริมาณน้ำเหนือเริ่มลด ทยอยปรับการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 1,900 เหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมเร่งระบายน้ำท่วมขังในลุ่มบางปะกงและคลองรังสิต เสริมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม 97 เครื่องตามคำร้องขอของประชาชน และระดมเครื่องผลักดันน้ำ-เจ้าหน้าที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศมีน้ำรวม 83% และยังต้องเตรียมพร้อมรับฝนหนักในภาคใต้
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขัง โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำและระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เร็วที่สุด
ขณะนี้สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนลดลง ทำให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูล ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,762 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มลดลง กรมชลประทานจึงทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 12.00 น. จาก 1,900 เหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในเวลา 19.00 น.
การปรับลดดังกล่าวดำเนินการเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะคงอัตราที่ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปรับลดการระบายน้ำเหลือ 248 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระราม 6 ลดการระบายเหลือ 492 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้สถานการณ์น้ำบริเวณท้ายเขื่อนพระราม 6 เริ่มคลี่คลาย และคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน
สำหรับภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีปริมาณน้ำรวม 63,735 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 83% ของความจุอ่างรวม และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 12,955 ล้านลูกบาศก์เมตร
กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างและสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
ในลุ่มน้ำบางปะกง กรมชลประทานร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา โดยเสริมเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำในแม่น้ำบางปะกง เพื่อเร่งให้น้ำออกจากพื้นที่ได้เร็วขึ้น
โดยเฉพาะ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งยังมีน้ำสะสมอยู่ในพื้นที่ กรมชลประทานเร่งลำเลียงน้ำผ่านระบบคลองรังสิตและคลองแนวดิ่ง ไปยังสถานีสูบน้ำ เพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง พร้อมประสานการบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้บางจุดยังมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่ทำให้การระบายน้ำทำได้ช้า
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมชลประทานได้เสริมเครื่องสูบน้ำ Hydroflow เพิ่มเติมที่สถานีปากคลองรังสิตและสถานีจุฬาลงกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดปริมาณน้ำท่วมขัง
ส่วนลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลอง ยังเดินหน้าใช้เครื่องผลักดันน้ำรวม 20 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังและจุดเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ด้านนายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. ว่า แม้สถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น แต่กรมชลประทานยังคงเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมอีก 97 เครื่อง ตามข้อร้องขอของประชาชนในหลายพื้นที่ พร้อมประสานหน่วยงานต่าง ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง และลงพื้นที่มอบถุงยังชีพแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการบริหารน้ำทั้งระบบ โดยพิจารณาสถานการณ์ในพื้นที่ที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การควบคุมระดับน้ำ การสูบและผลักดันน้ำ ไปจนถึงการเปิดทางระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อเร่งลดปริมาณน้ำที่ตกค้างในระบบและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
นายวรพจน์เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่ แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังต้องเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องจนกว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม แม้ฝนในประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มลดลงในช่วงวันที่ 12-16 ตุลาคม 2569 แต่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
กรมชลประทานจึงกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ให้พร้อม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนเมือง และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก พร้อมติดตามการคาดการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที
ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือประสบเหตุฉุกเฉินด้านน้ำ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ที่โทร. 02-583-3495 หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมชลประทาน โดยกรมชลประทานยืนยันว่าจะระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย.

