โรงสีเสนอ 13 ข้อ เกษตรฯ ขานรับ ดันฟางข้าวผลิตไฟฟ้า-เร่งมาตรฐานข้าวพื้นนุ่ม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าปฏิรูปอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ ผนึกสมาคมโรงสีเร่งจัดทำ Big Data มาตรฐานเดียว เชื่อม GISTDA-FarmBook ให้ข้อมูลพันธุ์และพื้นที่ปลูกแม่นยำ พร้อมเปิดลานตากและตลาดกลางสหกรณ์ให้โรงสีหลายรายแข่งรับซื้อ หวังดันราคารับซื้อข้าวคุณภาพเพิ่มอีก 300 บาทต่อตัน ขณะเดียวกัน เตรียมประสานกระทรวงพลังงานสร้างแรงจูงใจให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อฟางข้าว ลดการเผาและแก้ PM2.5
นายรพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิรูปอุตสาหกรรมข้าวไทยตลอดห่วงโซ่ ตามนโยบาย Quick Win ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ที่ประชุมเห็นพ้องให้เร่งจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรในรูปแบบฐานข้อมูลมาตรฐานเดียว หรือ Single Data Set โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับ GISTDA และแอปพลิเคชัน FarmBook พร้อมปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรแจ้งพันธุ์ข้าวตามความเป็นจริง
เป้าหมายคือทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลที่แม่นยำเพียงพอสำหรับวางแผนการผลิต การตลาด และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้ตรงจุดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับข้อเสนอให้ประสานสหกรณ์ทั่วประเทศ เปิดพื้นที่ลานตากและตลาดกลางให้โรงสีหลายรายสามารถเข้าร่วมรับซื้อข้าวได้อย่างเสรี เพื่อเพิ่มการแข่งขันในตลาดรับซื้อ
พร้อมกันนี้ จะสนับสนุนการเชื่อมโยง MOU โดยตรงระหว่างสมาคมโรงสีข้าวกับศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งตามข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุม จะช่วยเพิ่มราคารับซื้อข้าวคุณภาพให้เกษตรกรสมาชิกได้อีกประมาณ 300 บาทต่อตัน
นายรพีภัทร์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังขานรับข้อเสนอ 13 ข้อจากสมาคมโรงสีข้าวไทย โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการแก้ปัญหา PM2.5 จากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร
กระทรวงเตรียมประสานกระทรวงพลังงานเพื่อหาแนวทางสร้างแรงจูงใจ หรือ Incentive ให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อฟางข้าวจากเกษตรกรเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง สร้างมูลค่าให้เศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยว และลดแรงจูงใจในการเผาฟางในพื้นที่นา
นอกจากนี้ ยังมีแผนเร่งสำรองเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ล็อตแรกไม่น้อยกว่า 10 ตัน เพื่อให้สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ไปยังเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมทบทวนมาตรฐานข้าวพื้นนุ่มร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้โรงสีและผู้ส่งออกสามารถแยกเกรดข้าวได้ชัดเจน และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงได้แม่นยำมากขึ้น
ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นที่ปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนแปลงนำร่อง “Sandbox นาแปลงใหญ่ไร้คันนา 100 ไร่” ในเขตชลประทาน
โครงการจะดำเนินงานร่วมกับเอกชนผู้ให้บริการเทคโนโลยี หรือ Service Providers โดยนำพันธุ์ข้าวศักยภาพสูง กข 113 และ กข 85 มาปลูกในรอบเดือนพฤศจิกายนนี้
เป้าหมายคือผลักดันผลผลิตให้ได้สูงถึง 1.5 ตันต่อไร่ และใช้แปลงนำร่องดังกล่าวเป็นพื้นที่พิสูจน์ตัวเลขต้นทุน ผลผลิต และกำไรที่เกิดขึ้นจริง โดยจะติดตามผลทุก 3 เดือน
นายรพีภัทร์ระบุว่า การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง” โดยมุ่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ตั้งแต่การใช้ Big Data วางแผนเพาะปลูก การสร้างกลไกตลาดกลางสหกรณ์เพื่อเพิ่มการแข่งขันด้านราคา การยกระดับมาตรฐานพันธุ์และคุณภาพข้าว ไปจนถึงการนำฟางข้าวมาใช้เป็นพลังงาน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว