“ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หารือ “เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา” ผู้อำนวยการใหญ่ WTO เดินหน้ากระจายตลาดผ่าน FTA ไทย-EU, CEPA ไทย-UAE และการหารือกับสหรัฐ พร้อมเร่งยกระดับ SMEs ที่มีสัดส่วนส่งออกเพียง 12-14% ให้เข้าถึงทักษะ เงินทุน และตลาดโลก ด้าน WTO แนะไทยใช้ Trade Finance-Supply Chain Finance เพิ่มทุนหมุนเวียน พร้อมเสนอความร่วมมือกับ IFC และเชิญไทยร่วมขับเคลื่อนปฏิรูป WTO
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ได้หารือทวิภาคีกับ ดร.เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก หรือ WTO ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าโลก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การกระจายตลาดส่งออก การส่งเสริม SMEs การค้าดิจิทัล และการปฏิรูป WTO
นางศุภจีกล่าวว่า การส่งออกของไทยช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 ขยายตัว 18.9% โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ไทยยังจำเป็นต้องเร่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ รวมถึงยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12-14%
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยยังเดินหน้ากระจายตลาดคู่ค้าผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ทั้ง FTA ไทย-สหภาพยุโรป การต่อยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม หรือ CEPA กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และการหารือด้านการค้ากับสหรัฐอเมริกา
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้ WTO
ด้านผู้อำนวยการใหญ่ WTO ชื่นชมไทยที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลายทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ พร้อมสนับสนุนแนวทางกระจายตลาดส่งออกและห่วงโซ่อุปทานของไทย
ผู้อำนวยการใหญ่ WTO เห็นว่า การจัดทำ FTA สามารถช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และดำเนินควบคู่กับระบบการค้าพหุภาคีได้ รวมถึงสนับสนุนให้ไทยยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านมาตรการที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ WTO
สำหรับการยกระดับ SMEs รัฐบาลไทยมุ่งดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ
มาตรการประกอบด้วยการส่งเสริมความรู้ด้านธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน หรือ IP Financing และการสนับสนุนให้ SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA ผ่านการให้ความรู้และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ
ด้านผู้อำนวยการใหญ่ WTO แนะนำให้ไทยพิจารณาความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการค้า หรือ Trade Finance และการเงินในห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Finance เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเงินทุนหมุนเวียน
พร้อมแนะนำบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือ International Finance Corporation (IFC) ซึ่งเป็นองค์กรในกลุ่มธนาคารโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าว โดย WTO พร้อมพิจารณาความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ในด้านการค้าดิจิทัล นางศุภจีได้กล่าวถึงบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกันและช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาดอาเซียนผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกขึ้น
ฝ่าย WTO ชื่นชมบทบาทของไทย และสนับสนุนให้ไทยพิจารณาขยายการมีส่วนร่วมในความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ WTO
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูป WTO เพื่อให้ระบบการค้าพหุภาคีมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และมาตรการทางการค้าที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้านผู้อำนวยการใหญ่ WTO ชื่นชมบทบาทของไทยใน WTO และเชิญชวนให้ไทยร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์การ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา
“ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจจากภายใน ควบคู่กับการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะการช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยแสดงความมุ่งมั่นและพร้อมทำงานร่วมกับ WTO เพื่อส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎเกณฑ์ มีความแน่นอน และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว