กฟผ. เริ่มตั้งไข่โรงไฟฟ้า SMR จ้างที่ปรึกษา-รัฐตั้ง NEPIO ขับเคลื่อน
กฟผ.เตรียมความพร้อมลุยโรงไฟฟ้า SMR เร่งศึกษาข้อมูลเบื้องต้น พร้อมจ้างที่ปรึกษาต้นปี’70 คาด ครม.อนุมัติแผน PDP 2026 พฤศจิกายนนี้ พร้อมตั้งองค์กร NEPIO ทำหน้าที่วางแผน ประสานงาน ตั้งเป้าโรงแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 60,000-70,000 ล้าน ระบุ EEC เป็นหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพ เน้นควาปลอดภัย ไม่เสี่ยงแผ่นดินไหว มีน้ำเพียงพอ
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการดำเนินงานในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ว่า ขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมและรวบรวมข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ จากความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดย กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลเบื้องต้น (Prefeasibility Study) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ทั้งในด้านการเลือกเทคโนโลยีและการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า และว่าจ้างที่ปรึกษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ คาดว่าจะได้ที่ปรึกษาในช่วงต้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการยังต้องรอให้แผน PDP 2026 ฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการก่อน จากนั้นจึงจะนำข้อมูลเสนอต่อกระทรวงพลังงานและรัฐบาล เพื่อพิจารณาขั้นตอนการจัดตั้งโครงการต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมตั้งองค์กรขับเคลื่อนโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (Nuclear Energy Programme Implementing Organisation: NEPIO) หลัง ครม. เห็นชอบแผน PDP 2026 ที่คาดว่าจะเสร็จช่วงเดือน พ.ย. นี้ เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน วางแผน และดำเนินโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในอนาคต
สำหรับการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า SMR จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อแนะนำของ IAEA โดยต้องประเมินเงื่อนไขด้านเทคนิคและความปลอดภัยอย่างรอบด้าน อาทิ ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทั้งระบบน้ำและระบบส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการพัฒนาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในระยะยาว ส่วนการกำหนดพื้นที่ศึกษาจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กฟผ.กับบริษัทที่ปรึกษา โดย กฟผ.จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีศักยภาพ ขณะที่ที่ปรึกษาจะนำข้อมูลไปประเมินและเสนอความเห็น เพื่อพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไป สำหรับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการพิจารณาไว้เบื้องต้น แต่ยังต้องรอข้อมูลจากการศึกษาและข้อเสนอแนะของที่ปรึกษาประกอบการตัดสินใจ
“EEC เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เราวางไว้ในแผน ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ต้องไม่ใช่ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว และต้องเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำจำนวนมาก”
ทั้งนี้ แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โรงไฟฟ้า SMR มีบทบาทในแผน PDP เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคามีโอกาสเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาดโลก นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า SMR ยังมีอายุการใช้งานนาน เบื้องต้นประเมินไว้ 60-70 ปี ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซทั่วไปมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 25 ปี แม้เงินลงทุนเริ่มต้นของโรงไฟฟ้า SMR อาจสูงกว่าโรงไฟฟ้าบางประเภท แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับอายุการใช้งาน ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในแต่ละปีแล้ว กฟผ.มองว่ายังมีโอกาสทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ และต้นทุนก่อสร้างยังมีแนวโน้มลดลงได้หากมีการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีในอนาคต
“สำหรับงบฯ ลงทุนหากพิจารณาตามแผน PDP อยู่ที่ 60,000-70,000 ล้านบาทสำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 300 เมกะวัตต์อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประมาณการเบื้องต้น และต้องพิจารณารายละเอียดทางเทคนิคและรูปแบบโครงการเพิ่มเติม สำหรับการจัดหาเชื้อเพลิงในช่วงเริ่มต้นมีแนวโน้มจำเป็นต้องผูกกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับเลือก เพื่อให้สามารถจัดหาเชื้อเพลิงและสนับสนุนระบบที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม จากนั้นจะจัดหาเชื้อเพลิงด้วยตนเอง ซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศที่มีเชื้อเพลิง ส่วนการเลือกเทคโนโลยี กฟผ.ยังเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและความปลอดภัยเป็นหลัก ขณะนี้ยังไม่มีการระบุว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีจากประเทศใดโดยเฉพาะ ส่วนข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการตั้งโรงไฟฟ้า SMR ยังคงมีหลายพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพิจารณาในฐานะพื้นที่ศักยภาพ กฟผ.จึงเน้นการสื่อสารข้อมูลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน โดยในระยะแรกจะมุ่งสื่อสารผ่านหน่วยงานภาครัฐ ก่อนทยอยขยายการสื่อสารไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างครอบคลุม”
ขณะเดียวกัน กฟผ.เชื่อมั่นว่าบุคลากรมีพื้นฐานความรู้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เนื่องจากหน่วยงานมีการศึกษาและเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่องในอดีต และจะเดินหน้าพัฒนาความรู้เพิ่มเติมให้แก่บุคลากรของ กฟผ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการพัฒนา SMR ในอนาคต