เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : ฐิตินันท์ ใกล้ชิด
ผมเคลิ้มคล้อยอยู่หลายวัน ในหว่างวารของการประชุม IMF – World Bank 2026 ที่ผ่านไป บทสนทนาที่ใหญ่ที่สุดไม่พ้นเรื่องแรงงานในยุคถัดไป กับความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งข้อเสนอที่พ้องกัน คือ มาแก้ “การศึกษา” แบบเดิมกันเถอะ รัฐต่าง ๆ ต้องสร้างกลไก ที่สนับสนุนให้แรงงานเข้าถึง Re-Up-skill ตลอดชีวิต
ข้อเสนออีกอย่างจากผู้นำที่มาขึ้นเวที บอกว่า รัฐต้องช่วยลดเวลาอุดมศึกษาจาก 4 เป็น 2 ปีเข้า เรียนในระบบงาน2 ปี โดยรัฐต้องช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย
ผมคล้อยตามทว่าก็ไม่สบายใจลึก ๆ เพราะสิ่งที่เสนอนี้หลายอย่างขัดสิ่งที่เชื่อ โดยเฉพาะอุดมศึกษามุ่งเน้นส่วนลึกแต่ละศาสตร์ มิใช่การบ่มเพาะเพื่อเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมเอไอ
หากผู้กําหนดนโยบายคล้อยตามผู้นำกลุ่มเศรษฐีนักพัฒนาเหล่านี้ทุกอย่าง ประชากรโลกจะเป็นแค่แรงงานในระบบ หรือแค่อะไหล่ใช้แล้วทิ้งหรือเปล่านะ ?
ยิ่งรับฟังเหล่าผู้นำผมยิ่งตระหนักว่าผมเองคงเป็นหนึ่งในคนที่ใช้เวลาการศึกษาในศาสตร์ที่ “ไร้ค่า” สูญเวลาเปล่าที่สุดในโลกเสียแล้วสิ
ด้วยการเรียบเรียงปวงปรัชญาและระเบียบวิธีคิดนาน 7 ปี สุดท้ายลึกขึ้นนานขึ้น กลับไม่ช่ำชอง ไม่ Expertise แต่กลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่รู้ก็ล้าสมัยสิ้น
ขณะที่ IMF เขาบอกให้ใช้เวลาเรียนรู้สั้น และไปเรียนจากงาน เพื่อเร่งทักษะเป็นผู้ช่ำชองให้เร็ว และพร้อมเรียนใหม่ได้เร็วยิ่งไปอีก
แต่ด้วยทรัพยากรรัฐที่จำกัด ก็เข้าใจได้ว่าต้องจัดสรรการศึกษาเพื่อให้ตรงเป้า อันนี้ก็ต้องไปพิจารณากันเอาเองว่าจะทำอย่างไร ในระบบก็มีการศึกษาเพื่อเป็นเลิศทางเทคนิค อาชีวะ และทางเลือกอื่น ๆ เพื่อเร่งเยาวชนเข้าความชำนาญงานอีกมาก
ผลึกคิดสุดท้าย เกิดในช่วงงานประชุมเหมือนกัน ผมได้พบ “อรุณธตี ภัตตาชาริยา” อดีตประธานหญิงคนแรกของ State Bank of India เธอมีส่วนสำคัญในการพลิกระบบการเงินอายุ 200 ปี สู่ดิจิทัลแบงก์ ปัจจุบันเป็นประธานและซีอีโอของ Salesforce ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ เราพูดคุยเกี่ยวกับ Agentic AI กันหลายเรื่อง และแน่นอนว่าต้องเกี่ยวกับ “การศึกษา – แรงงาน” ซึ่งตอกย้ำคำว่า Resilient
เธอบอกทำงานในธนาคารมา 40 ปี ไม่เคยนึกภาพมาก่อนเลยว่าจะต้องมาทำงานบริษัทไอที และอีกหลายปีจากนี้เชื่อว่าจะต้องได้เปลี่ยนอาชีพอีก นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่โลกยุคหน้าต้องเจอ เพราะฉะนั้นต้อง “Be resilient”
“เส้นทางชีวิตของคนรุ่นใหม่ไม่ได้แน่นอนเช่นอดีต ที่เริ่มจากเรียนจบปริญญา ได้งาน แต่งงาน สร้างครอบครัว คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญความคลุมเครือสูงมาก ต้องสร้างความแข็งแกร่งยืดหยุ่นในจิตใจ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนซึ่งกลายเป็นเรื่องแน่นอนของโลก ที่สำคัญคือ อายุขัยยาวนานขึ้น ดังนั้นคุณจะไม่ได้ทำงานเดียวตลอดชีพต้อง Resilient สำหรับการมีหลากหลายอาชีพ”
เมื่อฟัง ก็ตระหนักได้ว่า ผมเอง คงไม่สูญเปล่าทางศึกษานักกระมัง เพราะการเรียนทักษะใหม่ ๆ ล้วนมาจากการ “หล่อหลอม” วิธีคิด Resilient หรือความสามารถในการฟื้นตัวจากความยากลำบากหรือความท้าทายในชีวิต ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญอีกอย่างที่ได้การเติบโตจากระบบการศึกษาดั้งเดิมเช่นกัน
ผมชอบคำว่า be Resilient ของเธอ ฝึกถึกทน ใจถึงพร้อมที่จะ “เรียน” และ “ลืม” สิ่งที่รู้ได้ตลอดน่าจะเลิศแน่
โดยเฉพาะในยุคที่ “การศึกษาสั้น ชีวิตยืนยาว”