‘เอกนิติ’ ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะแน่นอน พร้อมแจงเงินกู้เปลี่ยนผ่าน 2 แสนล้าน
เอกนิติ ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% แน่นอน ย้ำรักษาวินัยการคลัง พร้อมแจงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านไฟฟ้า-ขนส่ง-พัฒนาทักษะแรงงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน The Standard Economic Forum 2026: Reinvent Thailand ในหัวข้อ เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง ว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 67-68% มีเพดานอยู่ที่ 70% ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของโลกอยู่ที่ 100-110% กระทรวงการคลังต้องการให้ตัวเลขนี้ลดลง ซึ่งหมายถึงการมีหนี้ลดลง และจะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 70% อย่างแน่นอน
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) นั้น มองว่า 1.ไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% อย่างแน่นอน และจะพยายามดึงหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้ลดลง ซึ่งถือว่าเข้มแข็งเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลกอยู่ที่ 90-100%
2.เรื่องการจัดเก็บรายได้ ซึ่งพยายามสร้างความเป็นธรรมจากคนในประเทศและต่างประเทศ โดยขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และดึงคนนอกระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้เก็บรายได้เกินเป้า และ 3.เป็นไปตามมาตรฐานโลก
“ผมยังยึดวินัยการคลัง การมีกองหลังแข็งแกร่งเป็นผลดี และ IMF ได้เตือนทั่วโลกเรื่องนี้ ปีที่แล้วเราคาดว่าจะขาดดุล 4.4% แต่ปีนี้ขาดดุลแค่ 3.4% ของจีดีพี การขาดดุลน้อยลงนี้ได้รับการชื่นชมจากทั่วโลก บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) จึงเปลี่ยนมุมมองไทยจากลบเป็นมีเสถียรภาพ (Stable)” นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ นายเอกนิติกล่าวว่า เราเคยตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี จะลดการขาดดุลจาก 4.4% เหลือต่ำกว่า 3% ซึ่งใกล้เป็นไปตามเป้าแล้ว สำหรับสิ่งที่เราทำด้านการเก็บรายได้ผ่านภาษีคือ 1.การขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ
2.กติกาโลก Global Minimum Tax หรือกติกาสากลที่กำหนดให้เก็บอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำอยู่ที่ 15% ซึ่งตอนนี้ไทยเก็บภาษีส่วนนี้ได้ประมาณหมื่นล้านบาท และ 3.การระงับการเก็บภาษีออกนอกประเทศ เพื่อดึงและรักษาการท่องเที่ยวในประเทศไทย
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับพระราชกำหนดกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น แจกแจงได้ดังนี้ จำนวน 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 1.สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชนของกระทรวงมหาดไทย รัฐจะอุดหนุนประชาชนวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
2.ลงทุนในสมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อให้ประชาชนขายไฟคืนได้ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 7 หมื่นล้านบาท และ 3.กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาเรื่องการพัฒนาระบบกริดด้วย เพื่อรองรับ Direct PPA เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับไฟสะอาดที่ราคาถูกลง วงเงินรวมทั้งสิ้นราว 1 แสนล้านบาท
สำหรับจำนวนอีก 1 แสนล้านบาทนั้น จะใช้สำหรับ 1.เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานน้ำมัน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง โดยจะสนับสนุนการใช้น้ำมัน E20 และ B20 ที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง 2.เปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง ส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตรถบรรทุก รถกระบะในประเทศ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมัน E20 และ B20
“ใช้เงินกู้ไม่หมดไม่เป็นไร ผมเน้นประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเน้นวินัยการคลัง โดย พ.ร.ก.เงินกู้ฯ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน คือ 1.เปลี่ยนผ่านการใช้ไฟฟ้า 2.เปลี่ยนผ่านการขนส่ง และ 3.พัฒนาทักษะแรงงานที่เกี่ยวข้อง” นายเอกนิติกล่าว