เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ควบคุมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ‘ยารักษาโรค’ หรือเพียงบรรเทาอาการ ?
Biz Movement ควบคุมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ‘ยารักษาโรค’ หรือเพียงบรรเทาอาการ ?
Easy Money โต 20% “อาชีพอิสระ” แห่จำนำทรัพย์พุ่ง
Finance Easy Money โต 20% “อาชีพอิสระ” แห่จำนำทรัพย์พุ่ง
เช้าใจหาย บ่ายใจฟู! หุ้นไทยเหวี่ยงก่อนปิดบวก 11 จุด โบรกฯ ชู 4 หุ้นรับบอนด์ยีลด์ขาลง
Finance เช้าใจหาย บ่ายใจฟู! หุ้นไทยเหวี่ยงก่อนปิดบวก 11 จุด โบรกฯ ชู 4 หุ้นรับบอนด์ยีลด์ขาลง
‘จอช ทูเร็ก’ นักบาสเก้าอี้ล้อ คว้าเก้าอี้ สว.สหรัฐ สำเร็จ
World ‘จอช ทูเร็ก’ นักบาสเก้าอี้ล้อ คว้าเก้าอี้ สว.สหรัฐ สำเร็จ
สมาคมธนาคารไทยย้ำไม่ประมาทภัยไซเบอร์ ลงทุนต่อเนื่อง
Finance สมาคมธนาคารไทยย้ำไม่ประมาทภัยไซเบอร์ ลงทุนต่อเนื่อง
‘รฤกวังหน้า…มหาสุรสิงหนาท’ น้อมรำลึก 223 ปี วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
Biz Movement ‘รฤกวังหน้า…มหาสุรสิงหนาท’ น้อมรำลึก 223 ปี วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
รพ.นครธน สบช่องสังคมสูงวัย รุก Long-term Care ชิงเค้กโรคซับซ้อน 
Biz Movement รพ.นครธน สบช่องสังคมสูงวัย รุก Long-term Care ชิงเค้กโรคซับซ้อน 
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
รื้อใหญ่สวัสดิการเกิดถึงตาย ส่องงบฯ 5 ปี จ่าย 1.5 ล้านล้าน 
Politics รื้อใหญ่สวัสดิการเกิดถึงตาย ส่องงบฯ 5 ปี จ่าย 1.5 ล้านล้าน 
ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,900 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,900 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
ดูทั้งหมด

สมาคมแบงก์ แนะปลดล็อกเกณฑ์ M&A ปั้นธุรกิจไทยเป็น “National Champion”

04 พ.ย. 2569 | 14:55น.

สมาคมธนาคารไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มุ่งเน้นผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เร่งปลดล็อกเกณฑ์ M&A พร้อมสร้าง National Champion เพื่อเป็นหัวรถจักรดึงภาคธุรกิจและเอสเอ็มอีทั้งระบบเติบโต

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา REINVENT THAILAND: AMBITION TO ACTIONS ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ให้ทุกคนมีทางไปต่อ จัดโดย The Standard ว่า Reinvent Thailand เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือในการกำหนดนโยบายและลงมือปฏิบัติ (Policy Co-Creation and Execution) โดยมีภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย

ขณะที่หน่วยงานเทคนิคภาครัฐ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทำหน้าที่สนับสนุนและเอื้อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้ ส่วนภาคการเงินมีบทบาทจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “Reinvent Thailand” ให้เป็น Living Document หรือเอกสารนำทางที่มีชีวิตและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ตลอดเวลา โดยสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ได้มอบหมาย Industry Leaders ในแต่ละเซกเตอร์ เพื่อทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและภาครัฐให้เกิดเอกภาพ (Unity) ลดความสับสน สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจ โต 5.4% ต่อหัว

นายผยงกล่าวว่า นายผยงกล่าวว่า ตามฉากทัศน์การเติบโตที่อ้างอิงข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) หากประเทศไทยยังเติบโตตามแนวโน้มปัจจุบัน โดยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงต่อหัว (Real GDP per capita growth) เฉลี่ย 2.2% จะทำให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้ล่าช้าออกไปถึงปี 2599 ขณะที่ฉากทัศน์ใหม่ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงต่อหัว (Real GDP per capita growth) เป็น 5.4% ต่อปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2580 โดยการยกระดับดังกล่าวต้องอาศัย 4 ตัวคูณตามกรอบของธนาคารโลก ซึ่งเมื่อนำมาผลักดันร่วมกันจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตเหนือระดับพื้นฐาน 2.9% ได้แก่

  1. Industries of the Future เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 0.8%
  2. Firms of the Future ยกระดับการปรับตัวขององค์กรและบริษัท 0.7%
  3. Cities of the Future พัฒนาเมืองแห่งอนาคต 0.7%
  4. Future Workforce พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะแรงงาน 0.4%

โดยทั้ง 4 ตัวคูณต้องถูกนำไปใช้ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และแปลงเป็น KPI ที่วัดผลได้จริงในทุกองค์ประกอบ

สำหรับการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ แต่ละภาคอุตสาหกรรมจะมีการมอบหมายผู้นำอุตสาหกรรม (Industry Leaders) จากสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและภาครัฐ โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 เซกเตอร์ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็งเดิม เช่น อาหาร (Food) สุขภาพและการท่องเที่ยว (Wellness) และยานยนต์ (Automotive)

ตลอดจนกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชิป (Chip/Semiconductor) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งต้องต่อยอดจากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไปสู่ห่วงโซ่อุปทานกลางน้ำและปลายน้ำของไทย

“อุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 7 กลุ่ม ต้องวัดให้ได้ว่า ผลิตภาพเพิ่มขึ้นเท่าไร มีการลงทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร เงินลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI เข้ามามากน้อยแค่ไหน ภาคเอกชนไทยก็มีเงินทุนอยู่จำนวนมาก จะนำเงินมาลงทุนในประเทศเท่าไร มีการจ้างงานเกิดขึ้นขนาดไหน ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (Food) อุตสาหกรรมสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่คำถามคือ จะขยายอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ Smart Manufacturing และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างไร รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชิป (Chip-related) และ AI ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จะทำอย่างไรให้เกิดการต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำ และทำให้คนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตเหล่านี้ได้มากขึ้น”

ส่งออกโต 17.6% แต่ GDP โต 2.4% สะท้อน K-shaped Economy

ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือการเติบโตที่ไม่กระจายตัว โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped Economy ซึ่งภาคส่งออกเติบโตสูง แต่ผลประโยชน์ไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นและเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.6% ขณะที่การส่งออกเติบโต 5.7% ปี 2566 GDP โต 2.3% แต่การส่งออกหดตัว 0.8% ปี 2567 GDP โต 3.0% และส่งออกโต 5.5% ส่วนปี 2568 GDP โต 2.4% แต่ส่งออกขยายตัวสูงถึง 13.1%

ขณะที่ครึ่งแรกปี 2569 GDP เติบโต 2.4% แต่การส่งออกขยายตัวถึง 17.6% สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างการเติบโตของภาคส่งออกกับเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิต การลงทุน และการจ้างงานให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

ทั้งนี้ ข้อจำกัดด้านข้อมูลที่ทำให้การประเมินภาพเศรษฐกิจและผลลัพธ์ของแต่ละอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาอาจยังไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ครบถ้วน ขณะเดียวกันควรมีการบูรณาการข้อมูลเพื่อลดความล่าช้าของข้อมูล และเชื่อมโยงข้อมูล GDP การส่งออก และการลงทุน BOI เข้ากับฐานข้อมูลประกันสังคม เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ด้านการจ้างงานจริงในแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงปรับ KPI ของสถาบันอุดมศึกษาให้ผลิตบัณฑิตตรงกับความต้องการของ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ชี้บริษัทไทยใหญ่สุดอันดับ 4 ของอาเซียน ต้องปลดล็อก M&A

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการสร้าง National Champion หรือบริษัทไทยที่มีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก นายผยงระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่เมื่อพิจารณามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดในแต่ละประเทศ ไทยกลับอยู่ในอันดับ 4 ของภูมิภาค

ทั้งนี้ ข้อมูลเปรียบเทียบมูลค่าบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดระบุว่า สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 มูลค่า 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่ารวม 200 พันล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียอันดับ 2 มูลค่า 75 พันล้านดอลลาร์ และรวม 125 พันล้านดอลลาร์ เวียดนามอันดับ 3 มูลค่า 62 พันล้านดอลลาร์ และรวม 82 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอันดับ 4 มูลค่า 34 พันล้านดอลลาร์ และรวม 49 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยมาเลเซียอันดับ 5 มูลค่า 28 พันล้านดอลลาร์ และรวม 41 พันล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์อันดับ 6 มูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์ และรวม 27 พันล้านดอลลาร์

นายผยง กล่าวว่า การสร้าง National Champion จำเป็นต้องปลดล็อกกฎเกณฑ์และระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การควบรวมกิจการ (M&A) และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนและขยายตลาดในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น เพื่อให้บริษัทไทยสามารถเติบโตข้ามพรมแดนและนำตลาดกับห่วงโซ่อุปทานกลับมาสร้างงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่วนใหญ่นำเงินทุนเข้ามาจากต่างประเทศ และมีการใช้จ่ายในประเทศบ้าง แต่ไม่มากเมื่อเทียบกับเงินทุนที่นำเข้ามา ขณะที่นักลงทุนไทยเป็นหัวขบวนสำคัญที่สถาบันการเงินไทยพร้อมสนับสนุนเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถออกไปขยายตลาดต่างประเทศได้ โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศ เมื่อเห็นโอกาสในการลงทุนและการเติบโต

หากธนาคารไทยไม่สามารถติดตามไปสนับสนุนธุรกิจไทยในต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการอาจต้องพึ่งพาสถาบันการเงินต่างชาติแทน จึงจำเป็นต้องปรับกฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน

หนุนรัฐเชื่อมฐานข้อมูล ปิดช่องว่างหนี้ 2.65 ล้านล้านบาท

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือฐานข้อมูลของประเทศยังกระจัดกระจาย ขาดมาตรฐานนิยามเดียวกัน และไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลหนี้สินที่ยังไม่ครอบคลุมลูกหนี้ทุกกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันหนี้นอกระบบมีมูลค่าประมาณ 2.65 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้สหกรณ์มีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งยังมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ทำให้สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาระหนี้ของลูกหนี้ได้ไม่ครบถ้วน และเป็นอุปสรรคต่อการแก้หนี้แบบ Debtor-Centric หรือการแก้ปัญหาหนี้โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้หากพิจารณาระดับการเข้าถึงข้อมูลของสถาบันการเงิน จะพบว่าข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Banks) ยังพอมีระบบข้อมูลรองรับ แต่เมื่อเข้าสู่กลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบ (Loan Sharks) จะมีข้อจำกัดด้านการมองเห็นข้อมูล (Limited Visibility) ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงและการเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ทำได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal)

จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลเดิมของหน่วยงานต่าง ๆ ผ่าน Data Exchange Platform แทนการสร้างฐานข้อมูลใหม่ โดยกำหนดนิยามข้อมูลทางเศรษฐกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกกระทรวงและหน่วยงาน รวมถึงเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าของข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งปัจจุบันล่าช้ากว่า 2 ปี ทำให้การกำหนดนโยบายเชิงพื้นที่ (Area-Based Policy) ไม่ทันต่อสถานการณ์

“เรื่องเมืองหลักเมืองรอง ตัวเลข GPP หรือผลิตภัณฑ์จังหวัดกว่าจะออกมาใช้เวลาถึง 2 ปี คำถามคือเราจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์กับแต่ละจังหวัดได้อย่างไร และเราจะเห็นบทบาทของภาคเอกชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร หากเราไม่สามารถวัดผลได้ทันเวลา หรือกว่าจะวัดผลได้ก็ต้องรอถึง 2 ปี เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เราอยากเร่งขับเคลื่อน โดยประสานงานกับภาคเอกชนและสภาพัฒน์ เพื่อให้การวัดผล GPP ทำได้รวดเร็วขึ้น ทันต่อสถานการณ์ และสอดคล้องกับตัวเลข GDP มากขึ้น”

หนุน Alternative Data-สินเชื่อดิจิทัล ดึง SME เข้าซัพพลายเชน

สำหรับการปฏิรูปภาคการเงิน ปัญหาของเศรษฐกิจนอกระบบทำให้สถาบันการเงินขาดข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง จึงต้องสนับสนุนการใช้ Alternative Data หรือข้อมูลทางเลือก เพื่อเปลี่ยนจากการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาหลักประกัน (Asset-based Lending) ไปสู่การพิจารณาจากข้อมูลและผลการดำเนินงาน (Data & Performance-based Lending) ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกันเพียงพอสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field) ในภาคการเงินต้องยึด 3 หลักการ ได้แก่ การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Pricing) และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

ขณะเดียวกัน ต้องผลักดันกลไก Supply Chain Lending โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยสนับสนุน SME ในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจและการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลจากธนาคาร ควบคู่กับกลไกค้ำประกันสินเชื่อจากภาครัฐ เช่น SME Credit Boost และจะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาเพิ่มเติม รวมถึงให้สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจแก่ SME รายเล็กเพื่อปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ในอดีตสินเชื่อของธนาคารเติบโตประมาณ 1.5 เท่าของ GDP แต่ปัจจุบันการเติบโตลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากทรัพยากรของสถาบันการเงินถูกใช้ไปกับการประคองลูกหนี้จำนวนมาก ขณะที่ระบบยังไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนระหว่างลูกหนี้ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว (V-shaped Recovery) กับกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับเวลาในการปรับตัว ดังนั้น Data Exchange จะช่วยให้เห็นข้อมูลลูกหนี้ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้การจัดสรรสินเชื่อและการช่วยเหลือตรงกับปัญหาของแต่ละกลุ่มมากขึ้น

นายผยง กล่าวถึงบทบาทของธนาคารกรุงไทยว่า ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 กลุ่ม โดยแต่ละธนาคารมีจุดแข็งในแต่ละอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทุกธนาคารจะแข็งแกร่งเท่ากันทั้งหมดในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละธนาคารมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ก็จะเติบโตและสนับสนุนตามศักยภาพของตัวเอง

สำหรับธนาคารกรุงไทยมีการส่งเสริมเรื่อง Food และ Wellness อยู่แล้ว สำหรับ New Industry อย่างชิปและ AI ก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม และทำความเข้าใจอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมพลังงาน (Energy) ก็มีการดำเนินงานอยู่แล้ว รวมถึงการผลักดันทั้งอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงธุรกรรมในต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสเติบโตมากขึ้น