เปิดข้อเรียกร้อง สหพันธ์ขนส่งฯ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน แฉ ‘ต้นทุนทิพย์-ค่าการกลั่น’
‘สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย’ เปิดเอกสารข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันฉบับเต็ม บีบรัฐบาลแก้ปัญหาสูตรราคาเดิมอิงสิงคโปร์พ่วง ‘ต้นทุนทิพย์’ ขนส่ง-ประกันภัย ทำราคาเกินจริง จี้สั่งยกเลิกมติ กบง. ปรับค่าการตลาดไม่เป็นธรรม พร้อมเสนอเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 7 ดอลลาร์ หักราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลลงทันที 7.26 บาท/ลิตร เบนซินร่วง 5.88 บาท อุดรอยรั่วกองทุนน้ำมันฯ ติดลบสะสมทะลุ 1.05 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดย ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์ฯ เปิดเผยเอกสารข้อเสนอนโยบายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันฉบับสมบูรณ์ เพื่อยื่นต่อรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันเดิมสร้างภาระและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างหนัก
สหพันธ์การขนส่งทางบกฯ ระบุถึงสาเหตุหลักและทมีสาระสำคัญในการต้องปฏิรูป ดังนี้
- การอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ (MOPS) และ “ต้นทุนทิพย์”: แม้ไทยจะกลั่นน้ำมันใช้เองได้ในประเทศ แต่สูตรราคาอ้างอิงกลับคำนวณเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ พ่วงบวกค่าขนส่งและค่าปรับปรุงคุณภาพที่ไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้ราคาสูงเกินจริง
- วิกฤตหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูง: การอุดหนุนราคาแบบเหมาเข่งเป็นระยะเวลานาน ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ประสบภาวะติดลบสะสมสูงถึง 105,452 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569) ซึ่งการกู้เงินมาพยุงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นตอ
- ค่าการกลั่นและผลประโยชน์ส่วนเกิน: โรงกลั่นสร้างกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่สูงในยามวิกฤต ขณะที่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจต้องแบกรับค่าครองชีพและต้นทุนขนส่งที่พุ่งสูง
- มุ่งสร้างความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง: เพื่อเปลี่ยนไปสู่สูตรคำนวณแบบ Cost Plus หรือการลดราคา ณ โรงกลั่น สร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว

เจาะลึก 4 ข้อเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย
ข้อ 1. ตัดค่าใช้จ่ายสมมุติ (ค่าพรีเมียมนำเข้า) ออกจากสูตรราคา เสนอให้ยกเลิกการบวกค่าใช้จ่ายสมมุติว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยให้ราคาดีเซลลดลงลิตรละ 50 สตางค์ และเบนซินลดลงลิตรละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท โดยรายการค่าพรีเมียม ประกอบด้วย
- 1.1 ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน (Quality Adjustment: QA): ดีเซลไม่มีค่าปรับคุณภาพ (เพราะอ้างอิง MOPS Gasoil 10 ppm) ส่วนกลุ่มเบนซิน 95, เบนซินพื้นฐานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 มีค่า QA อยู่ที่ 2.69, -0.04 และ 2.16 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ
- 1.2 ค่าขนส่งน้ำมัน (Freight: F): คำนวณจากค่าเฉลี่ยเรือบรรทุกน้ำมันดิบถ่วงน้ำหนัก VLCC และ LR2 (60:40) และค่าขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปขนาด MR แบบ Long Term Charter (เส้นทางสิงคโปร์-ศรีราชา)
- 1.3 ค่าประกันภัย (Insurance: I): กำหนดอัตราร้อยละ 0.084 ของ C&F น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปถ่วงน้ำหนัก
- 1.4 ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Loss: L): กำหนดอัตราร้อยละ 0.3 ของ CIF น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปถ่วงน้ำหนัก
- 1.5 ค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง: กำหนด 0.11 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่อร้อยละ 1 ของการสำรองน้ำมันดิบ (ส่วนสำรองร้อยละ 1–6) และ 0.13 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่อร้อยละ 1 (ส่วนที่เกินร้อยละ 6) ซึ่งโรงกลั่นมีหน้าที่ต้องสำรองอยู่แล้ว ไม่ควรนำมาเรียกเก็บกับผู้ใช้น้ำมัน
ทั้งนี้ แม้มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อ 28 ตุลาคม 2569 จะยกเลิกและปรับปรุงรายการต้นทุนสมมุติบางส่วน (ค่าขนส่ง, ค่าประกันภัย, ค่าสูญเสีย และค่าสำรอง) แต่ปรับลดลงเพียง 2 ใน 3 ส่วน ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นลดลงเพียง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร เท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอ
ข้อ 2. กำหนดค่าการตลาดที่เป็นธรรม และยกเลิกมติ กบง. เดิม ขอให้ยกเลิกมติ กบง. ที่ 76 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (อดีต CEO บริษัทพลังงาน) เป็นประธาน ซึ่งได้ปรับเพิ่มค่าการตลาดน้ำมันดีเซลและเบนซินจนทำให้ค่าการตลาดต่างกันถึง 1.35 บาทต่อลิตร ทั้งที่สถานีบริการน้ำมันมีต้นทุนลงทุนเท่ากัน แม้ยอดขายเฉลี่ยต่างกัน (ดีเซล 60% เบนซิน 40% ต่อวัน) จึงเสนอให้ยกเลิกมติและกลับไปใช้มติ กบง. เดิมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อรอการศึกษาใหม่ที่เป็นธรรมต่อทั้งปั๊มน้ำมัน ผู้ค้าส่ง และผู้บริโภค
ข้อ 3. กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่เป็นธรรมไม่เกิน 7 ดอลลาร์/บาร์เรล ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานใช้มาตรการขอความร่วมมือโรงกลั่นลดราคาชั่วคราวเฉพาะดีเซล B7 และ B20 (ลดลิตรละ 2-4 บาท) และใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าอุ้มจนติดลบหนัก สหพันธ์ฯ จึงเสนอให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นไว้ที่ 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ตามที่เคยเสนอเมื่อ 24 มิถุนายน 2569) ซึ่งจะลดราคาหน้าโรงกลั่น (ก่อนภาษี ค่าการตลาด และกองทุนฯ) ลงทันที ลิตรละ 5–7 บาท
เปรียบเทียบจากตารางโครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2569
- น้ำมันดีเซล B7: ราคาหน้าโรงกลั่น 37.0247 บาท/ลิตร จะลดลงเหลือ 29.7625 บาท/ลิตร (ลดลงทันที 7.2622 บาท/ลิตร)
- น้ำมันเบนซิน 95: ราคาหน้าโรงกลั่น 29.6062 บาท/ลิตร จะลดลงเหลือ 23.7173 บาท/ลิตร (ลดลง 5.8870 บาท/ลิตร)
- แก๊สโซฮอล์ 95 (E10): ราคาหน้าโรงกลั่น 29.1863 บาท/ลิตร จะลดลงเหลือ 23.3753 บาท/ลิตร (ลดลง 5.8810 บาท/ลิตร)
ข้อ 4. กำหนดเงื่อนไขราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ และหยุดชดเชยที่ขัดกฎหมาย กำหนดให้ราคาเอทานอลและไบโอดีเซล (B100) ที่นำมาผสมเป็นน้ำมันฐานต้องมีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันพื้นฐาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำลังใช้เงินกองทุนฯ ชดเชยน้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเกินกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากบทเฉพาะกาลมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่กำหนดขยายเวลาชดเชยรวม 7 ปี ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 การนำเงินอุดหนุนต่อโดยไม่มีการทยอยลดตามหลักเกณฑ์จึงสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย