‘สหัสวัต’ ชี้ CI ไม่ใช่ใบการันตีสัญชาติ-อาชญากรรม จี้รัฐบาลไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง
สส.พรรคประชาชน ยันยกเลิกศูนย์ CI ไม่กระทบการตรวจสอบประวัติแรงงานเมียนมา ชี้รัฐบาลไทยสามารถเปิดขึ้นทะเบียนและตรวจอัตลักษณ์ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเอกสารต่างชาติ เพื่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ
นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า CI ไม่ใช่หลักฐานพิสูจน์สัญชาติที่สมบูรณ์ และการยกเลิก CI ก็ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะตรวจสอบตัวตนแรงงานข้ามชาติไม่ได้
มีคนตั้งคำถามว่า หากยกเลิก CI แล้วแรงงานเมียนมาที่ก่ออาชญากรรมในประเทศไทย หนีกลับประเทศไปเปลี่ยนชื่อ แล้วกลับเข้ามาทำงานใหม่ เราจะตรวจสอบได้อย่างไร?
ผมคิดว่านี่เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะความปลอดภัยของทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเรื่องที่รัฐต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง
แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจให้ถูกว่า CI คืออะไร และตรวจสอบอะไรได้บ้าง
มีหนังสือจากสถานเอกอัครราชทูตเมียนมา ลงวันที่ 8 มกราคม 2568 ถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย เกี่ยวกับเอกสาร CI ของบุคคล 10 ราย
ตามข้อความในหนังสือดังกล่าว สถานทูตยืนยันว่า CI ทั้ง 10 ฉบับเป็นเอกสารจริงที่ออกโดยทางการเมียนมา แต่การมี CI ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันสัญชาติเมียนมาโดยสมบูรณ์ หากต้องการยืนยันสัญชาติ ต้องใช้เอกสารราชการอื่นประกอบ
นั่นหมายความว่า การมี CI กับการพิสูจน์สัญชาติอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และ CI ก็ไม่ใช่ใบรับรองความประพฤติ ไม่ได้รับประกันว่าผู้ถือเอกสารไม่มีประวัติอาชญากรรม
ดังนั้น การบอกว่าเมื่อไม่มี CI แล้วประเทศไทยจะไม่สามารถตรวจสอบแรงงานข้ามชาติได้ จึงเป็นการเข้าใจหน้าที่ของเอกสารนี้คลาดเคลื่อน
ที่สำคัญ ประเทศไทยเคยเปิดให้แรงงานข้ามชาติขึ้นทะเบียนก่อนเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติมาแล้ว
ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยไม่เคยทำ
ในอดีต รัฐไทยเคยเปิดให้แรงงานข้ามชาติมาขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานไทย เพื่อให้รัฐรู้ว่าใครอยู่ที่ไหน ทำงานกับใคร และนำคนที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบทะเบียน ก่อนดำเนินการเรื่องเอกสารสัญชาติในขั้นตอนต่อไป
การขึ้นทะเบียนแรงงานโดยไทยเอง กับการพิสูจน์สัญชาติโดยประเทศต้นทาง เป็นคนละขั้นตอน และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป
เพราะฉะนั้น ประเทศไทยสามารถออกแบบระบบขึ้นทะเบียนของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ CI เป็นเงื่อนไขในทุกขั้นตอน
สิ่งที่ต้องทำคือเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ให้รัดกุม ทั้งลายนิ้วมือ ภาพถ่าย ข้อมูลชีวมิติ ตรวจสอบประวัติ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
หากใครก่ออาชญากรรมแล้วหนีกลับประเทศ ต่อให้เปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเอกสาร เมื่อกลับเข้ามาใหม่ ระบบก็ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นบุคคลเดิม
เรื่องนี้ต้องใช้ระบบตรวจสอบของประเทศไทย ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับการมี CI เพียงเล่มเดียว
การจัดการแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ไม่ได้ขัดกับความมั่นคงของประเทศ ตรงกันข้าม การมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ย่อมช่วยให้รัฐดูแลความปลอดภัยของประชาชน บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองคนทำงานได้ดีกว่าการปล่อยให้คนจำนวนมากหลุดออกไปอยู่นอกระบบ
ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติ ทุกคนที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในประเทศไทยควรได้รับความปลอดภัยจากระบบกฎหมายเดียวกัน และใครทำผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย
เรื่องสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแรงงานทุกคนมี CI หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ารัฐไทยรู้จริงหรือเปล่าว่าใครเข้ามาอยู่ในประเทศ และสามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน
ความมั่นคงของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องเส้นเขตแดน แต่รวมถึงความปลอดภัยของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในประเทศด้วย
หากเรามีระบบทะเบียนที่เข้มแข็ง ตรวจสอบได้จริง และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐไทยเอง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือว่า CI เป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ประเทศปลอดภัย
ความปลอดภัยของคนในประเทศไทย ต้องอยู่ในมือของประเทศไทยเอง ไม่ใช่ต้องไปยืมจมูกใครหายใจ!
