บีบจีนตั้งโรงงานผลิต EV ในไทย กฎเหล็กชิ้นส่วนในประเทศ 40%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ภาษีนำเข้ารถอีวี 35% บี้ผู้ประกอบการจีนย้ายฐานผลิตในไทย “MGC-XPENG” เร่งตั้งโรงงาน “AAS Group-ตงเฟิง” เล็งฐานผลิตรถอีวีแบรนด์ “โวยาห์” ส่งออก “กลุ่มธนบุรี” รับมีโอกาสตั้งโรงงานผลิตแบรนด์ “จีลี่” ปลัดคลังจ่อบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40% สรรพสามิตเร่งให้ทันปี’73
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า หลังจากกรมสรรพสามิตปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถ BEV (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) และ REEV (รถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นอัตรา 35% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป
มองว่ามีโอกาสที่ผู้ประกอบการที่เคยนำเข้ารถมาจำหน่ายจะหันมาผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะค่ายรถจากจีน แต่ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของค่ายดังกล่าวว่าเป็นระดับใด ซึ่งหากเป็นค่ายที่ใหญ่ระดับมณฑล หรือระดับประเทศ ก็มีโอกาสสูงที่จะย้ายฐานมา แต่บรรดาค่ายเล็ก ๆ ที่อยู่แค่ระดับเมือง ที่แค่อยากระบายสินค้าที่ผลิตในจีน โอกาสจะย้ายมาผลิตในไทยคงยาก
“ค่ายใหญ่จะไม่ได้มองแค่ระยะสั้น เพราะต้องมองเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ด้วย คือมีแผนทำตลาดในระดับโลก แบบนี้จะมีโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย”
“MGC-XPENG” ศึกษาตั้งโรงงาน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากประเทศไทยมีความชัดเจนเรื่องอัตราภาษีรถยนต์อีวีนำเข้า จากปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 10% โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% นั้น ผู้ประกอบการรถยนต์อีวีนำเข้าหลายรายเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนโยบายแนวทางการดำเนินธุรกิจจากผู้นำเข้าได้เริ่มพิจารณาถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการศึกษาแผนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยแทน
โดยแหล่งข่าวจากกลุ่มเอ็มจีซี เอเชีย ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC และรถยนต์เอ็กซ์เผิง (XPENG) เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมและวางแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถอีวีนำเข้าใหม่ โดยมีการศึกษาแนวทางการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์อีวีในประเทศไทยมาระยะหนึ่ง ซึ่งถือเป็นแผนระยะยาวที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียม
“บริษัทกำลังประเมินรายละเอียดร่วมกับ XPENG ทั้งด้านความเหมาะสมทางธุรกิจ ปริมาณการผลิต และความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้าน Local Content รูปแบบการดำเนินงานและกรอบเวลา จะพิจารณาตามผลการศึกษาและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการส่งมอบรถยนต์ ความสามารถในการแข่งขัน และการบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างเหมาะสม”
นายอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ กรรมการบริหาร บริษัทในเครือ AAS Group เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ ยี่ห้อโวยาห์ (Voyah) เป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมี่ยม (New Energy Vehicle – NEV) ในเครือของตงเฟิง มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (Dongfeng Motor Corporation) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยจะเปิดตัวพร้อมทำตลาดอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ หรือมอเตอร์เอ็กซ์โป 2026 แล้ว
เนื่องจากประเทศไทยมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้บริษัท และตงเฟิง ได้มีการมองถึงแผนงานในการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยของโวยาห์ ซึ่งคาดว่าอนาคตมีโอกาสที่ตงเฟิง มอเตอร์ จะเข้ามาลงทุนส่วนนี้ในไทยแน่นอน แต่จะเป็นการลงทุนตั้งโรงงานเอง หรือการจ้างโรงงานประกอบ อาจจะต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
“การลงทุนมีความเป็นไปได้ ทั้งการลงทุนกับตงเฟิง กลุ่มเอเอเอส และหาพาร์ตเนอร์เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม หากมีการลงทุนตรงนี้อาจจะต้องมีการผลิตอย่างน้อย 20,000-30,000 คัน ซึ่งไทยจะเป็นฐานผลิตรถโวยาห์พวงมาลัยขวา เพื่อรองรับตลาดภูมิภาคอาเซียนและส่งออกด้วย”
ขณะที่แหล่งข่าวจากกลุ่มธนบุรี เปิดเผยว่า ในส่วนของรถยนต์จีลี่ ที่บริษัทได้รับสิทธิให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยนั้น บริษัทอยู่ระหว่างรอรายละเอียดและความชัดเจนจากมาตรการดังกล่าวให้มากขึ้น
หากการนำเข้ารถยนต์เข้ามาจำหน่ายแล้วต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 35% เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะลงทุนเพื่อขึ้นไลน์ประกอบในประเทศไทย แล้วต้องใช้สัดส่วนโลคอลคอนเท็นต์ หรือชิ้นส่วนในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน แล้วทำให้ต้นทุนแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ยังต้องรอดูรายละเอียดจากภาครัฐทั้งหมดอีกครั้ง แต่หากถามว่ามีโอกาสที่จีลี่จะขึ้นโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยหรือไม่นั้น ต้องบอกว่าก็มีความเป็นไปได้
“กลุ่มธนบุรีมีการประชุมในเรื่องนี้กับจีลี่มาอย่างต่อเนื่อง บวกกับด้วยศักยภาพของเครือธนบุรีมีความพร้อมที่จะผลิตในประเทศ เพราะมีโครงสร้างโรงงาน และฝีมือแรงงานอยู่แล้ว คาดว่าใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมประมาณ 10 เดือน หลังจากตัดสินใจลงทุนผลิต แต่ราคารถอีวีที่ผลิตในประเทศจะไม่ถูกลงแน่นอน ด้วยจำนวนผลิตน้อย และยังมีเรื่องของชิ้นส่วนในประเทศที่ราคาสูงกว่าจากจีน”
ชี้ Local Content 40% เป็นไปได้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตจะดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แทนการนำเข้า ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า โดยต่อไปจะบังคับใช้เกณฑ์ MIT (Made in Thailand) ซึ่งเป็นเกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพสามิต เพื่อกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ซึ่งจะมีเวลาให้โรงงานได้ปรับตัว คาดว่าจะเริ่มใช้ราวปี 2573
“การคำนวณ Local Content จะเน้นเฉพาะชิ้นส่วนที่เห็นด้วยตาเปล่าได้ เช่น เบาะ ประตู หรือยาง ดังนั้น จึงมองว่าสัดส่วน Local Content ตามเกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพสามิตที่ 40% ก็อาจเป็นไปได้ โดยกรมสรรพสามิตจะหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเรื่องนี้ต่อไป”
คลังดันฮับอีวี-เล็งวางภาษี 3 เทียร์
นายลวรณกล่าวว่า สำหรับแนวทางการกำหนดอัตราภาษีรถอีวีแบบ 3 ขั้น (3 เทียร์) โดยรถที่ใช้ชิ้นส่วน Local Content ตามที่กำหนดในเกณฑ์ MIT ก็จะเสียอัตราภาษีต่ำสุด ส่วนรถอีวีที่ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าและใช้ชิ้นส่วน Local Content ด้วย จะเสียอัตราภาษีสูงขึ้น และรถอีวีที่นำเข้ามาเสียอัตราภาษีสูงที่สุด ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี เคยพิจารณานั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาตัวเลขที่เหมาะสม
“เบื้องต้นก็คือ ถ้าตั้งโรงงานในไทย และใช้ Local Content ตามเกณฑ์ MIT อัตราภาษีอาจจะอยู่ที่ 10%, หากตั้งโรงงานในไทย แต่ไม่ได้ใช้ Local Content ตามเกณฑ์ อัตราภาษีอาจจะ 15-20% และนำเข้าทั้งคัน อัตราภาษีอยู่ที่ 35%”
นายลวรณกล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเหล่านี้สุดท้ายจะผลักให้ประเทศไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศก็ต้องมีเพียงพอ และซัพพลายเชนไทยต้องโตตามด้วย ซึ่งการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 35% จะทำให้ผู้ที่นำเข้ารถมาขายจะแข่งกับผู้ที่มาตั้งโรงงานในไทยได้ยาก
“ย้ำว่าไม่ได้ทำเพื่อเอาใจญี่ปุ่น แต่เป็นมาตรการที่กรมสรรพสามิตตั้งใจอยู่ก่อนแล้ว และไม่ใช่แรงกดดันจากใคร เป็นสิ่งที่ต้องเกิด เพราะตอนนี้ 8 โรงงานนิ่งแล้ว อยากมีเพิ่มก็ต้องทำแบบนี้ และอัตราภาษี 35% ต้องการผลลัพธ์ ว่าจะมีโรงงานมาตั้งในไทย ซัพพลายเชนต้องเกิด ไม่ใช่จัดเก็บรายได้ รวยขึ้นเท่าไร”
ผู้ประกอบการ 2 บริษัทให้ความสนใจ
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า ล่าสุดมีผู้ประกอบการ 2 บริษัทได้เข้ามาหารือกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย
รายงานจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้หารือร่วมกับนายวุฒิกร อินทรพุวศักดิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด พร้อมคณะ โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก รวมถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนและเอื้ออำนวยต่อการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รวมถึงยังได้หารือถึงความสำคัญของการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาศักยภาพและยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังคนไทยและสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายจุนจิ ฟุกุโอกะ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsui & Co., (Thailand) Ltd. พร้อมคณะ ได้หารือร่วมกับนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โดยมีผู้แทนกรมสรรพสามิตและผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วม ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและทบทวนบทบาทของบริษัท Mitsui & Co., (Thailand) Ltd. ในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตลอด 120 ปีที่ผ่านมา พร้อมหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นการขยายโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน และอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต
ชี้มีทั้งค่าย “จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป” สนใจ
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การกำหนดภาษีนำเข้าที่ 35% จะทำให้มีค่ายรถเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มแน่นอน โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ ๆ ที่ได้หารือกับกรมสรรพสามิต มีทั้งบริษัทจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรป อย่างไรก็ดี หลังจากมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ น่าจะใช้เวลาราว 1-2 ปี เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกอบการที่จะตัดสินใจเข้ามาสร้างโรงงาน และการหาชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิต โดยในระยะแรกอาจต้องเปลี่ยนผ่าน เรียนรู้ และนำเข้าชิ้นส่วน ซึ่งกรณีนำเข้าอัตราภาษีจะไม่ต่ำเท่าการผลิตในประเทศ โดยนักลงทุนต้องเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างต้นทุนการนำเข้ากับการเข้ามาตั้งโรงงานในไทย
“คงไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการผลิตรถ EV เพิ่มอย่างเฉียบพลัน สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องตัดสินใจ คือการคำนวณว่าต้นทุนที่จ่ายภาษี เทียบกับการลงทุนในประเทศ อันไหนคุ้มกว่ากัน”
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า สำหรับ Local Content บางชิ้นส่วน คงผลิตในประเทศไม่ได้ 100% ดังนั้น จึงตั้งเป้าเป็น Detroit of Asia เล็กๆ ก่อน
“สิ่งที่เราวาดฝัน คือการเป็นศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เรื่อง Infrastructure และ Ecosystem จะช่วยจูงใจให้ผู้ผลิตรถยังคงอยู่กับเราî
นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในระยะต่อไป กรมสรรพสามิตเตรียมทบทวนเพิ่มระดับภาษีอีกราว 2 ขั้น จากเดิมที่อัตราภาษี 35% สำหรับรถนำเข้า และอัตราภาษี 2% สำหรับการใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างแบตเตอรีที่ผลิตขึ้นในประเทศ แต่หลังจากนี้อาจมีการผ่อนปรับเงื่อนไข เช่น การขยับจาก 2% มาเป็น 10% แต่ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์อื่น ๆ ที่สำคัญที่ผลิตในประเทศ นอกจากแบตเตอรี เช่น มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และรีดักชันเกียร์
การดึงแบตเตอรีให้ผลิตในไทยทำได้ยากมาก เพราะแบตเตอรี คือหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศแม่ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่