ทั่วโลกมองสอดคล้องกันว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล” ถือเป็นเครื่องจักรตัวใหม่ของโลกในยุคทุกวันนี้ และอีกหลายสิบปีข้างหน้า ดังนั้น เรื่องของ “ข้อมูล” ทุกหน่วย ทุกกลุ่ม ที่จะเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจ ธุรกิจและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในงานเสวนา “The New Digital Economy : Creating Thailand-U.S. Commercial Opportunities” จัดโดยหอการค้าสหรัฐอเมริกา และหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา “อเล็กซ์ บ็อตติ้ง” ผู้อำนวยการจากหน่วยงานความร่วมมือด้านนโยบายนานาชาติ หอการค้าสหรัฐ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าประเทศที่มีการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลภายในประเทศ เช่น เวียดนาม มีผลทำให้การแข่งขันเชิงเศรษฐกิจในประเทศ ตลอดจนการลงทุนภายในประเทศชะลอตัวลง
ขณะที่ชาติที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล เช่น สิงคโปร์ ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือจะมีข้อมูลเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสังเกตการณ์ประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนข้อเสียมาจากบางครั้งการเข้ามาควบคุมทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ได้ดีที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์ตามที่รัฐบาลคาดหวังว่าควรจะเป็นการสำรวจบอกด้วยว่า ประเทศที่เปิดเสรีด้านการไหลเวียนของข้อมูล มี “โอกาส” ด้านเศรษฐกิจกว่าประเทศที่ไม่เปิด โดยบ็อตติ้งยกตัวอย่างดาต้าจากประเทศไทยที่ระบุว่า 19.4% ของจีดีพีประเทศไทยเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ สร้างรายได้ราว 738 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี และเติบโตราว 11% ทุกปี นอกจากนี้ ยังมีการสร้างงาน 23,000 ตำแหน่ง ในกลุ่มสายงานเกี่ยวกับแอปพลิเคชั่น ขณะที่ประเทศไทยมีความเร็วอินเทอร์เน็ตอยู่อันดับที่ 20 ของโลก
เมื่อข้อมูลจะเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินการทางเศรษฐกิจดิจิทัล ความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานและระบบ จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหนือสิ่งอื่นใดเช่นเดียวกัน ซึ่งการสร้างปลอดภัยดังกล่าวให้เกิดขึ้น
กูรูด้านไอทีส่วนใหญ่มองตรงกันว่า จะต้องมาจากทุกหน่วยงาน ทุกฝ่าย ทุกประเทศ เชื่อมกันเป็นโครงข่ายทุกแพลตฟอร์มทั่วโลก
“P-to-P” เรื่องที่ต้องทำ
“เดเร็ก แมนกี้” นักกลยุทธ์ด้านความมั่นคงนานาชาติ จาก “ฟอร์ติเน็ต” ผู้ให้บริการอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยคุณภาพสูงสำหรับระบบระบุว่า การสร้างความปลอดภัยข้อมูลของผู้ใช้งานนั้น สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกันด้านข้อมูลใน “ทุกระดับ” โดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลและเอกชน หรือ P-to-P
“ฟอร์ติเน็ต มีการทำงานร่วมกับหลายบริษัทด้านอื่นที่คล้าย ๆ กัน
ในการแชร์ข้อมูล และมีความร่วมมือกับรัฐบาล คือ สำนักงานตำรวจแห่งสหรัฐอเมริกา การตรวจสอบข้อมูลเพื่อความปลอดภัย หรือป้องกันการเจาะระบบของอาชญากรรมจึงทำได้
ดีขึ้น ดังนั้น การทำงานร่วมกันคือเรื่องสำคัญ และผมเห็นความคืบหน้าในเรื่องนี้” แมนกี้ระบุ
สร้างความเชื่อมั่นผู้ใช้งาน
ด้าน “เบน คิง” ผู้จัดการกูเกิล สาขาประเทศไทย ชี้ว่าการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโต เริ่มต้นโดย “ความเชื่อใจ” คือ ใจความสำคัญ ผู้บริโภคจะเชื่อใจในการใช้งานแพลตฟอร์มได้อย่างไร ? คือ เรื่องที่ทุกฝ่ายไม่ว่าเอกชน หรือรัฐบาล ต้องรวมหัวกันคิดเพราะการทำธุรกรรมออนไลน์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การซื้อของ ตลอดจนการขนส่งสินค้า ระบบโลจิสติกส์
“ความเชื่อใจจะช่วยส่งเสริมการพัฒนา มันเป็นเรื่องเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ ถ้าเราให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้คน ผู้คนก็จะใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น”
ฟากตัวแทนจากรัฐบาลสหรัฐ “แอน เมเซดา” ผู้ประสานงานด้านนโยบายไซเบอร์ระหว่างประเทศ สำนักงานเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เรียกร้องว่าการสร้างความเชื่อใจให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ทำแค่ในระดับแพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชั่นเท่านั้น แต่ต้องการให้เอกชนและรัฐบาลเชื่อใจระหว่างกัน และเพิ่มความเชื่อใจดังกล่าวสู่ระดับนานาชาติ ซึ่งจะทำให้ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็ว และมีความน่าเชื่อถือ ดึงมาใช้งานได้ทันที
ยูเอสดัน ศก.ดิจิทัลไทย
ด้าน “กลิน ที. เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้คำมั่นสัญญาว่า ทางสหรัฐต้องการที่จะช่วยเหลือประเทศไทย ให้นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เกิดขึ้นจริง โดยจะสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่เดินไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมโดยสมบูรณ์
เบน คิง ระบุว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ คือ ต้องเน้นในเรื่องของ P-to-P หรือการเชื่อมโยงการทำงานของเอกชนและรัฐบาลเข้าด้วยกัน, การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ทุกชนชั้น ตั้งแต่ระดับรากหญ้า และการพัฒนากฎระเบียบต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
ขณะที่ “อเล็กซ์ ออเร้นจ์” ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานราชการ สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และแปซิฟิก ของ “ควอลคอมม์” ชี้ว่าการพัฒนานโยบายด้าน “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันด้วย เพราะหากกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาแข็งแกร่ง จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น เห็นได้จากประเทศที่มีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญหาเข้มแข็งจะดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้มากกว่า 9-10 เท่า เมื่อเทียบประเทศที่ไม่มีการกำกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะยุคปัจจุบันแต่ละบริษัทให้ความสำคัญเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก