ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 26 ธันวาคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/12) ที่ระดับ 32.56/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (25/12) ที่ระดับ 32.57/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาททรงตัวเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ตลาดขาดปัจจัยชี้นำเนื่องจากตลาดทุนและตลาดเงินส่วนใหญ่ปิดทำการตั้งแต่วานนี้ (25/12) เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาดูภาวะชัตดาวน์หรือการปิดหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐ โดยประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ภาวะชัตดาวน์จะดำเนินต่อเนื่องไปจนกว่ารัฐสภาจะยอมอนุมัติคำของบประมาณสนับสนุนการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้กล่าวย้ำด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นความผิดของเฟด โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.55-32.58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.57/32.58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/12) ที่ระดับ 1.1409/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมืื่อวันอังคาร (25/12) ที่ระดับ 1.1386/91 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบแคบจากปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากตั้งแต่วันนี้ตลาดเงินตลาดทุนของยุโรปปิดทำการ เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส และวันบ๊อกซิ่งเดย์ในประเทศเครือจักรภพอังกฤษ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1361-1.1421 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1395/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/12) ที่ระดับ 110.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (25/12) ที่ 110.31/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์ได้รับแรงซื้อเมื่อเทียบกับเงินเยนซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากการที่ตลาดหุ้นโตเกียวปรับตัวขึ้นนั้น ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าถือครองสินทรัพย์เสี่ยง โดยเช้านี้ (26/12) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เปิดเผยรายการประชุมนโยบายการเงินประจำวันที่ 30-31 ต.ค. ซึ่งเผยให้เห็นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของคณะกรรมการกำหนดนโยบายในเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
รายงานดังกล่าวระบุว่า กรรมการรายหนึ่งได้เสนอให้ BOJ ปรับกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้กว้างขึ้น เพื่อให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเคลื่อนไหวได้ยืดหยุ่นขึ้น อย่างไรก็ดีกรรมการอีกรายหนึ่งได้โต้แย้งว่า การปล่อยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเคลื่อนไหวได้ยืดหยุ่นนั้น อาจกระทบต่อเงินเฟ้อซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอาจส่งผลให้เงินเฟ้อไม่โตตามเป้าหมายของ BOJ สำหรับการประชุม BOJ เมื่อวันที่ 30-31 ต.ค. ที่ผ่านมานั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและวงเงินซื้อสินทรัพย์ท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งรวมถึงความตึงเครียดด้านการค้าที่สูงขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารของ BOJ ได้ลงคะแนนเสียง 7 ต่อ 2 ให้คงผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไว้ใกล้ระดับศูนย์ และเปิดทางไว้สำหรับความเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่น และยังมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับติดลบ 0.1% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.18-110.67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 110.47/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนีการผลิตเดือนธันวาคมจากเฟดสาขาริชมอนด์ (26/12) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (27/12) รายงานความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของคณะกรรมการประชุม (conference Board) ของสหรัฐ (27/12) ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมัน (28/12) ดัชนีสำรวจผู้จัดการฝ่ายซื้อในเขตชิคาโก (28/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.4/-2.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -2.75/-0.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ