มช. จับมือ MRS-Thailand จัดใหญ่ ประชุมวัสดุศาสตร์โลก “IUMRS-ICEM 2026” ชูไฮไลท์เทคโนโลยีชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ “เซมิคอนดักเตอร์” (Semiconductor) และนวัตกรรมวัสดุขั้นสูงแห่งอนาคต ระดมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจาก 30 ประเทศทั่วโลก ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมแลกเปลี่ยนนวัตกรรมควอนตัม-แบตเตอรี่ EV-วัสดุฟางข้าว แก้ปัญหามลพิษเชิงรุก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสมาคมวิจัยวัสดุ ประเทศไทย (MRS Thailand) และสมาคมวัสดุนานาชาติ (IUMRS) แถลงข่าวการเตรียมจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ระดับนานาชาติ “The 19th International Conference on Electronic Materials (IUMRS-ICEM 2026)” ณ ห้องประชุมพระยาศรีวิสารวาจา สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความพร้อมอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงานระดับสากลในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพทางวิชาการและระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยสู่สายตาชาวโลก รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (MICE) ของจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี
ศาสตราจารย์ ดร. สันติ แม้นสิริ นายกสมาคมวิจัยวัสดุ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานในปี 2026 สะท้อนถึงการยอมรับในศักยภาพการวิจัยวัสดุขั้นสูง ครอบคลุม 15 หัวข้อสำคัญ เช่น เทคโนโลยีควอนตัม อุปกรณ์อัจฉริยะเอไอ (AI) วัสรุกึ่งตัวนำ พลังงานสะอาด และการรีไซเคิลวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 600 คน จาก 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งกว่าร้อยละ 35 เป็นผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ นำโดย Plenary Speakers ระดับโลก 6 ท่าน และ Keynote Speakers อีก 72 ท่าน
สำหรับการประชุม IUMRS-ICEM 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมโรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นหนึ่งในเวทีวิชาการด้านวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ ภายใต้การสนับสนุนของ International Union of Materials Research Societies (IUMRS) โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานในปี 2026 สะท้อนศักยภาพของประเทศในการเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมวัสดุขั้นสูงในระดับนานาชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นย้ำถึงกลไกการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม
โดยงานนี้จะไม่ใช่เพียงการประชุมทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีการจัดบูธนิทรรศการจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งจะช่วยผลักดันและเปลี่ยนผ่านงานวิจัยขั้นสูงในห้องแล็บไปสู่แนวคิด “จากหิ้งสู่ห้าง” อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปแบบการจัดตั้งบริษัทเกิดใหม่ (Startup), การจัดตั้งธุรกิจ Spin-off ของมหาวิทยาลัย รวมถึงการทำข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเทคโนโลยี (License Technology) ร่วมกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา กล่าวต่อว่า ทิศทางการวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Frontier Technology) และความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่กำลังดำเนินการและจะร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีโลกครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลักที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่
1.เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Quantum & AI) มช. ได้สร้างความร่วมมือระดับสากลร่วมกับองค์กรชั้นนำ อาทิ IBM, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และ CMU ในการพัฒนาเทคโนโลยี Quantum Computing ควบคู่ไปกับการผสานความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ มช. นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาสนับสนุนระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วย
2.วัสดุพลังงานและการเปลี่ยนผ่าน (Energy Transition) มุ่งเน้นการวิจัยวัสดุสำหรับการกักเก็บและปลดปล่อยพลังงาน ทั้งระบบโซลาร์เซลล์ พลังงานไฮโดรเจน และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูงและชาร์จเร็ว เพื่อตอบรับกระแสและรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งมวลชนและอุตสาหกรรมปัจจุบัน และ 3.วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยศูนย์วิจัยวัสดุศาสตร์ มช. ได้นำของเสีย (Waste) มาสร้างมูลค่าเพิ่ม

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างงานวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ มช. อาทิ การพัฒนาซีเมนต์และอิฐระบายอากาศประหยัดพลังงาน ตลอดจนโครงการไฮไลท์สำคัญที่ร่วมมือกับศูนย์วิจัยข้าวและภาคเอกชนจากประเทศญี่ปุ่น ในการนำ “ฟางข้าว” มาแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้าง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่แล้ว ยังถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยแก้ปัญหาจากต้นตอของการเผาในที่โล่ง เพื่อลดมลพิษหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ในภาคเหนืออย่างยั่งยืน
การประชุม IUMRS-ICEM 2026 ในครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการหมุนเวียนองค์ความรู้ระดับสากลเข้ามาขับเคลื่อนทั้งในมิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต