เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
Biz Movement SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
Business คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
SUZUKI eVITARA รถอีวีที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
Automotive SUZUKI eVITARA รถอีวีที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ แนะประชาชนเลี่ยงเส้นทาง
News กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ แนะประชาชนเลี่ยงเส้นทาง
นายกฯ ลงนาม ‘ไทย–ภูฏาน’ ร่วมมือด้าน พลังงานสะอาด-การเงินภาคเกษตร
Politics นายกฯ ลงนาม ‘ไทย–ภูฏาน’ ร่วมมือด้าน พลังงานสะอาด-การเงินภาคเกษตร
‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
สามัญสำนึก ‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
ออมสิน ปลุกกระแสการออมยุคใหม่ “วัน(อวด)ออมแห่งชาติ” คึกคัก
Finance ออมสิน ปลุกกระแสการออมยุคใหม่ “วัน(อวด)ออมแห่งชาติ” คึกคัก
จัดใหญ่กอล์ฟ 50 ปี ประชาชาติ 23 พ.ย.
ข่าวหน้า 1 จัดใหญ่กอล์ฟ 50 ปี ประชาชาติ 23 พ.ย.
ดูทั้งหมด

ปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้ฝุ่น

20 ม.ค. 2562 | 07:40น.

คอลัมน์ สามัญสำนึก

โดย ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

ปัญหาฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาทันที เมื่อสถานการณ์ “มลพิษฝุ่น” ดังกล่าวไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววัน อย่างที่หลายฝ่ายภาวนา แต่กลับยืดเยื้อยาวนานตามสภาวะอากาศที่มืดมัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเช้ามืดกับช่วงเย็นที่แทบจะไม่มีลมพัดผ่านในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น และพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยมลพิษฝุ่นครั้งนี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึง “ปัญหา” ด้านคมนาคมของกรุงเทพฯและปริมณฑลที่หมักหมมกันมานาน จากข้อเท็จจริงที่ว่าละอองฝุ่นขนาด PM 2.5 ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศของกรุงเทพมหานคร ขนาดนี้กว่าร้อยละ 54.3 เกิดจากกิจกรรมบนท้องถนน (road transport) เป็นสาเหตุหลักมีรายงานการตรวจสอบแหล่งกำเนิดของฝุ่นมลพิษมาจากการขนส่งทางถนนได้ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จำนวน 7.73 กิโลตัน และเมื่อตรวจสอบลึกลงไปอีกจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า มลพิษฝุ่นเหล่านี้เกิดจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก

โดยประเภทรถยนต์ที่ก่อให้เกิดฝุ่นมากที่สุด 3 อันดับแรกก็คือ รถปิกอัพ มีการระบายฝุ่นออกจากการเผาไหม้เครื่องยนต์ทั้งที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ถึง 2.78 กิโลตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 36 ของการระบายฝุ่นบนท้องถนนทั้งหมด รองลงมาได้แก่ รถบรรทุกขนาดใหญ่ มีการระบายฝุ่นจำนวน 2.48 กิโลตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 32 และรถบัสขนาดใหญ่ มีการระบายฝุ่น 1.38 กิโลตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.9

โดยตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์ล่าสุดของกรมการขนส่งทางบก ณ เดือนตุลาคม 2561 ทั้งประเทศมี “รถปิกอัพ” ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรวม 1,227,585 คัน จากจำนวนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลทั่วประเทศทั้งหมด 2,632,239 คัน รองลงมาได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 1,010,397 คัน, รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 170,488 คัน และรถโดยสาร-รถบรรทุกอีก 122,795 คัน

เท่ากับรถปิกอัพกำลังถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการหลัก ๆ ในการผลิตฝุ่นขนาด PM 2.5 ระบายออกมาตามท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่มีสภาพเครื่องยนต์ย่ำแย่ หรือพวกรถหมดสภาพที่พ่น “ควันดำ” ออกมาให้เห็นกันทุกวัน (รวมรถเมล์และรถร่วม) จนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับชีวิตคนกรุงเทพฯ

ประเด็นที่ไม่มีใครพูดถึงกันก็คือ ทำไมไม่แก้ปัญหา “มลพิษฝุ่น” ที่ต้นตอของการผลิตฝุ่น ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงก็คือ รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในการเผาผลาญเชื้อเพลิงนั้นเป็นผู้ผลิต PM 2.5 มากที่สุด ดังนั้น เรื่องที่ควรจะต้องมาพูดจาหารือกันก็คือ เราจะควบคุม “ปริมาณ” รถยนต์ที่ผลิตมลพิษฝุ่นเหล่านี้ได้อย่างไร ? หรืออีกนัยหนึ่ง ถึงเวลาที่จะต้อง “จำกัด” อายุการใช้งานของรถยนต์ทุกประเภทได้แล้วหรือไม่ ?

การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอแบบนี้ ด้านหนึ่งจะช่วยลดปริมาณรถยนต์ที่ผลิตมลพิษฝุ่น อีกด้านหนึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ที่นับวันจะมีปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้น ๆ หรือ “รถเก่าขนาดไหนก็ไม่เคยหมดไป (หากตรวจสอบสภาพผ่าน) ในขณะที่รถป้ายแดงจดทะเบียนใหม่ก็เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี”

แต่หน่วยงานภาครัฐกลับมาพูดจากันถึง การออกตรวจจับรถที่ปล่อย “ควันดำ” ให้มากขึ้น, การกำหนดมาตรฐานน้ำมันใหม่จาก EURO 4 เป็น EURO 5 ที่โรงกลั่นน้ำมันจะต้องลงทุนเพิ่มในการปรับเปลี่ยนกระบวนการกลั่นน้ำมันใหม่ แต่ไม่ยักพูดถึงภาระของประชาชนที่จะต้องจ่ายค่าน้ำมันดีเซล EURO 5 ที่แพงขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าลิตรละ 50 สตางค์

หรือการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 20 แต่ไม่ยอมบอกข้อเท็จจริงที่ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันนั้น ต้องจ่ายเงินอุดหนุน B 20 อยู่ระหว่างลิตรละ 3-5 บาท เป็นข้อเท็จจริงที่จมอยู่ใต้กองฝุ่น PM 2.5

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่นละออง มลพิษ