เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (10 ก.ย.) ปรับลง 0.86% อยู่ที่ 77,807 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (10 ก.ย.) ปรับลง 0.86% อยู่ที่ 77,807 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ก.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ก.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
Tech เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
Biz Movement เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
Biz Movement พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
การศึกษา ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
ดูทั้งหมด

ยกระดับมาตรฐานรถไฟฟ้าไทย สนข.ออก KPIการบริการ-แอปฯนำทาง-ปรับชื่อสถานี-ดีเดย์เม.ย.นี้กรมรางเกิด

30 ม.ค. 2562 | 21:34น.

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ได้นำเสนอผลการศึกษา “โครงการศึกษาการวางแผนเชิงระบบการจัดการเดินรถเพื่อยกระดับการให้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน”โดยว่าจ้างมหาลัยมหิดล ทำการศึกษา คาดว่าภายในเดือนมี.ค.นี้จะสามารถส่งรายงานที่เป็นร่างสุดท้าย (Final Report) มาที่สนข.ได้

ปัจจุบันมีโครงการรถไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการไปแล้ว 6 เส้นทาง ได้แก่ สายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สำโรง, ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ – บางหว้า, ช่วงสำโรง – เคหะสมุทรปราการ สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางซื่อ, สายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่ – เตาปูน และแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ พญาไท – สนามบินสุวรรณภูมิ โดยในอนาคตจะมีอีก 10 สายที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะทยอยเปิดจนครบทั้งหมดในปี 2568 ตามแผน M-MAP ที่ สนข.เคยจัดทำไว้ ประกอบกับผลการศึกษาจะแล้วเสร็จใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ สนข. กำลังผลักดัน “กรมการขนส่งราง” ขึ้นมาพอดี การศึกษาดังกล่าวจึงเป็นการรองรับหน่วยงานใหม่นี้ไปด้วยในทางหนึ่ง

กรอบการศึกษาของโครงการมีด้วยกัน 3 กรอบสำคัญ คือ 1. การกำหนดชื่อและรหัสของสถานีรถไฟฟ้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เน้นไปที่สถานีรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างและสถานีที่เป็นสถานีร่วม (Interchange) เป็นหลัก เนื่องจากยังสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้ แต่จะไม่ไปเปลี่ยนชื่อในสถานีรถไฟฟ้าที่เปิดใช้งานไปแล้ว

โดยเฉพาะ 4 จุดสำคัญ คือ BTSศาลาแดง-MRT สีลม, BTSหมอชิต-MRTสวนจตุจักร, BTSอโศก-MRTสุขุมวิท และMRT เพชรบุรี-APL มักกะสัน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีความคุ้นชินกับชื่อสถานีไปแล้ว

เบื้องต้นจะพยายามกำหนดให้แต่ละสถานีมีชื่อที่เป็นไปในทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามการตั้งชื่อสถานีรถไฟฟ้าต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ เช่น สถานที่สำคัญที่อยู่ใกล้เคียง หรือ ใกล้กับย่านหรือชื่อที่เป็นชื่อเฉพาะที่คนรู้จักทั่วไป เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของสถานีด้วยว่า ตั้งอยู่บนทิศทางใด เช่น กรณีสถานีตั้งอยู่บนถ.สีลม ก็ต้องไปตรวจสอบว่าอยู่ริเวณใดของถนน โดยจะอ้างอิงรูปแบบของการตั้งชื่อสถานีในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น

@วัดKPIการบริการ

2. การกำหนดตัวชี้วัด (KPI) มาตรฐานการบริหารจัดการการเดินรถ เพื่อวัดระดับการให้บริการของรถไฟฟ้าในแต่ละสาย โดยจะใช้กับทั้งรถไฟฟ้าสายที่ให้บริการและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เบื้องต้นคณะทำงานได้กำหนดตัวชี้วัดไว้ 9 ข้อ

Advertisement

ได้แก่ 1. จำนวนครั้งที่ผู้โดยสารเดินทาง 2. จำนวนเที่ยวที่ให้บริการตรงเวลา โดยกำหนดระยะเวลาล่าช้าสูงสุดที่ 5 นาที/จำนวนเที่ยวทั้งหมดที่ให้บริการ (คิดเป็นร้อยละ) 3. จำนวนชั่วโมงที่ให้บริการตรงเวลา โดยกำหนดระยะเวลาล่าช้าสูงสุดไม่เกิน 5 นาที/จำนวนชั่วโมงทั้งหมดที่ให้บริการ (คิดเป็นร้อยละ)

4. จำนวนครั้งที่มีความล่าช้ามากกว่า 30 นาที 5. ระยะทางเดินรถในช่วงระหว่างที่เกิดความล่าช้าเกิน 5 นาที 2 ครั้ง 6. จำนวนเที่ยวที่ให้บริการ/จำนวนเที่ยวทั้งหใมดที่ให้บริการตามสัญญา 7. จำนวนรถที่มี/ตำนวนรถที่ให้บริการในช่วงเร่งด่วน 8.จำนวนเที่ยวของผู้โดยสาร/จำนวนชั่วโมงทำงานของพนักงานภายในสถานี และ 9. ความพึงพอใจของผู้รับบริการ

และ 3. การทำแอปพลิเคชั่น BKK RAIL Application ซึ่งได้เปิดทดลองให้ดาวน์โหลดแล้ว แต่ยังอยู่ในระหว่างเก็บข้อมูลในรายละเอียดบางส่วน แอปฯจึงแสดงผลในลักษณะออฟไลน์ไไปก่อน ยังไม่สามารถแสดงผลแบบเรียลไทมืได้คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ในเดือน มี.ค.นี้

โดยแอปนี้จะมีข้อมูลของสถานีรถไฟฟ้าทุกโครงการ สามารถวางแผนการเดินทางได้ โดยเลือกสถานีต้นทางและปลายทางที่ต้องการจะเดินทาง เมื่อเลือกแล้วแอปจะแสดงระยะทาง ราคาค่าโดยสารที่ต้องชำระ จำนวนสถานีที่จะต้องผ่าน ระยะเวลาการเดินทาง ทางออกที่มี สถานที่ใกล้เคียง สิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานี เป็นต้นโดยในระยะต่อไปจะมีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแต่ละสาย เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด มาแสดงในแอปแบบเรียลไทม์ต่อไป

@กรมรางมาแน่เม.ย.นี้

ผอ.สนข. กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการก่อตั้ง “กรมการขนส่งทางราง” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ผ่านการพิจารณาในวาระ 3 ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม (ฉบับที่..) พ.ศ (การจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง)เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา อนู่ในขั้นตอนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรอการแก้กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ซึ่งกระทรวงคมนาคมและคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้ความเห็นประกอบครบถ้วนแล้ว รอเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาภายในเดือนก.พ.นี้ ก่อนที่ในเดือน เม.ย.จะมีการจัดวางอัตรากำลังภายในกรมฯจำนวนทั้งสิ้น 203 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 176 คน และพนักงานราชการอีก 27 ตำแหน่ง โดยขณะนี้มีพนักงานที่อยู่ประจำเพียง 42 ตำแหน่ง

สำหรับกฎกระทรวง 3 ฉบับดังกล่าว ได้แก่ กฎกระทรวงการแบ่งกลุ่มภารกิจงาน กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการของกรมการขนส่งทางราง และกฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการของสนข. เพื่อยกเลิก “สำนักงานโครงการพัฒนาระบบราง” ที่ถูกยกฐานะเป็นกรมฯออก สำหรับที่ตั้งของกรมรางคาดว่าจะอยู่ในบริเวณเดียวกับที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ที่ย่านพหลโยธิน

ภารกิจแรกที่ต้องทำ คือจะต้องรอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การขนส่งทางราง พ.ศ. …. ประกาศใช้ก่อน เพื่อดำเนินการวางมาตรฐานและความปลอดภัย และเตรียมกฎหมายลูกสำหรับรองรับ พ.ร.บ.กรมรางฉบับใหม่ โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีความคืบหน้าไปแล้ว 70% และจะประกาศใช้ได้ประมาณเดือน ธ.ค. นี้ และจะมีการเรียกบรรดาผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางมาพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนที่พ.ร.บ.กรมรางจะประกาศใช้

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น ในช่วงแรกอาจจะต้องรอให้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละสายหมดอายุลงก่อน กรมรางจึงจะเข้าไปกำกับดูแลได้

“กรมรางไม่ได้ดูแค่รถไฟฟ้า แต่จะดูทั้งรถไฟปกติ และรถไฟความเร็วสูงด้วย ดังนั้นความสะดวก ปลอดภัย ค่าโดยสาร มาตรฐานการเดินรถและซ่อมบำรุง พูดง่ายๆกรมรางจะเป็นผู้กำหนดกติกาทั้งหมด ส่วน ร.ฟ.ท.และรฟม.ก็จะเป็นผู้โอปอเรเตอร์ไป ตอนนี้ก็ถือว่ามาเกิน 60% เหลือแค่พ.ร.บ.ประกาศใช้ก็จะสามารถดำเนินการได้ 100% เต็ม”