“วิชาญ” สนาม กทม.หืดขึ้นคอ พปชร.-อนาคตใหม่ ตัวตัดคะแนนเพื่อไทย
สัมภาษณ์พิเศษ
ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
“คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” ตามทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย ของ “ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แม้เป็นทฤษฎีที่ถูกนำเสนอมาเกือบ 3 ทศวรรษ แต่ยังใช้ได้จริงกับสมรภูมิเลือกตั้งในปัจจุบัน
เพราะในรอบ 10 ปีหลัง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2550 หรือเลือกตั้ง 2554 “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาลสถาปนานายกรัฐมนตรีถึง 2 คน กลับปราชัยในสนาม กทม.ถึง 2 ครั้ง 2 ครา
ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 “ประชาธิปัตย์” กวาดที่นั่ง ส.ส. 27 ที่นั่ง ส่วน “เพื่อไทย” ทำได้ 9 ที่นั่ง ส่วนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 “ประชาธิปัตย์” ได้เก้าอี้ ส.ส. 23 ที่นั่ง ส่วนเพื่อไทยได้ 10 ที่นั่ง
มาถึงการเลือกตั้งในปี 2562 เป็นการลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎรอีกครั้งในรอบ 8 ปี แถมคั่นจังหวะด้วยรัฐบาลทหาร “ประชาชาติธุรกิจ” จึงสนทนากับ “วิชาญ มีนชัยนันท์” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานภาค กทม.ถึงการช่วงชิงแต้มจากคนเมืองหลวง เขาเริ่มวิเคราะห์การต่อสู้ครั้งนี้ว่า
ปชป.ยังแข่งกับเพื่อไทย
“ตอนนี้มองข้ามไม่ได้เลยทุกพรรค เพราะทุกพรรคดึงคนที่ไม่เล่นการเมือง แต่พอมีชื่อเสียง หรือดึงข้าราชการที่เกษียณอายุมาเล่นการเมือง ดังนั้น กลุ่มพวกนี้เคยสนับสนุนพรรคเป็นเหมือนหัวคะแนน กลับแยกกระจายออกไปอยู่กับพรรคอื่น แม้คนพวกนี้มีฐานคะแนนไม่มาก แต่ถ้าไปอยู่ในกลุ่มที่สนับสนุนพรรค A พรรค B ก็มีผลกระทบในย่านคะแนน รวม ๆ กันอาจหายไปถึง 3-4 พันคะแนน”
“ภาพรวมสนามเลือกตั้งนี้ยังเป็นสนามของเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ที่แข่งขันกันอยู่ดี แต่มองข้ามพรรคที่รองลงมาไม่ได้ เช่น พรรคพลังประชารัฐ ที่อาศัยกลไกโดยนำนโยบายภาครัฐ อย่างโครงการบัตรประชารัฐมาใช้ในการหาเสียง โดยสร้างความเชื่อมั่นว่า ถ้าไม่เลือกพลังประชารัฐอาจจะไม่มีนโยบายนี้ จึงทำให้ประชาชนเขว เวลาหาเสียงจึงต้องบอกว่าโครงการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีพรรคเพื่อไทยจะทำต่อให้ แต่สิ่งหนึ่งต้องมีเงินงบประมาณด้วยถึงจะทำได้”
พปชร.-อนาคตใหม่ ตัดคะแนน
“พลังประชารัฐอาจเป็นสัดส่วนที่มาตัดคะแนน หรือเป็นคู่แข่ง อีกพรรคหนึ่งคือพรรคอนาคตใหม่ เป็นกลุ่มที่มาสร้างให้เกิดทางเลือกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สะวิงโหวต ถ้าไปที่ไหน ถูกใจ มั่นใจ คนรุ่นใหม่ก็จะเลือก แต่จะมีผลต่อสนาม กทม.แค่ไหนตอนนี้วิเคราะห์ยังไม่ออก เพราะนโยบายไม่ออกมาชัดเจน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาลงมาเก็บคะแนนสนาม กทม. เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยมองข้ามไม่ได้เช่นกัน”
“พรรคเพื่อไทยต้องสร้างความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยที่ต่อเชื่อมจากไทยรักไทย พลังประชาชน เป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจมาโดยตลอด ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ไข้หวัดนก สึนามิ แม้แต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554”
สนาม กทม.ทุกพรรคหืดขึ้นคอ
“วิชาญ” วัดเรตติ้งคู่แข่งอย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” ในเวลานี้ที่แห่ขันหมากเชิญ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเป็นแคนดิเดต นายกฯ ว่า “พลังประชารัฐที่ผูกโยงกับทหาร ประชาชนเริ่มเบื่อ ไม่ใช่เบื่อนายกฯ หรือเบื่อใคร แต่เบื่อการบริหารงาน เบื่อปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น การใช้จ่ายเงินที่ผิดช่อง”
“นอกจากนี้ ไม่มีความหวือหวา เพราะคนรอบข้างนายกฯก็มีแต่คนที่มีประวัติด่างพร้อย ความหงุดหงิดของนายกฯคนอาจจะรับได้ ความเป็นเบ็ดเสร็จของทหาร สั่งแล้วต้องทำ ราชการรับได้ไหม…ก็พอรู้ การบริหารงานที่ล้มเหลว การตัดสินใจที่โดนฟ้อง ปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไม่ได้ ปัญหาทางใต้ เป็นตัวชี้ได้ดี”
แต่ถ้าให้วิเคราะห์คู่แข่งพรรคประชาธิปัตย์ “วิชาญ” กล่าวว่า ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็สู้ เพื่อไทยก็สู้เพราะคือการแข่งขัน แต่ขึ้นอยู่กับคะแนนนิยมส่วนหนึ่ง กับความพร้อมของผู้สมัคร แต่ต้องยอมรับว่าการที่ ส.ก. ส.ข.ย้ายกลุ่ม มีคะแนนที่ลดลง คะแนนที่ชนะกันจริง ๆ หืดขึ้นคอหมด
“ไม่มีใครนำโด่งเหมือนเลือกตั้ง 2554 ซึ่งคะแนนที่ชนะการแข่งขันกันจริง ๆ สูงสุดประมาณ 5 พันคะแนน ถ้ามีกระแสอาจจะเยอะหน่อย แต่ถ้าไม่มีกระแสต่างพรรคต่างดึงเต็มที่แค่ 5 พันคะแนน เพราะสนามเลือกตั้ง กทม.ตัวแปรเยอะ”
ชัชชาติ-สุดารัตน์ ส่วนผสมลงตัว
ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยชู “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะช่วยให้เรตติ้งของพรรคดีขึ้นหรือไม่ เขาตอบว่า
“คุณหญิงสุดารัตน์กับคุณชัชชาติเป็นตัวดึงคะแนนให้กับพรรค ถ้าเปิดนโยบายดี ๆ ก็จะช่วยให้คะแนนพรรคดีขึ้น ที่เลือกคุณหญิงสุดารัตน์ เพราะเป็นคนทำงานการเมืองมาพอสมควร ถ้าเทียบเป็นตัวคนระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์กับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของพรรคประชาธิปัตย์ มีความคล้ายกัน แต้มคะแนนคงไม่หนีกันเพราะมีความสามารถพอกัน อยู่ที่ว่าคนจะชอบใคร ความเจนจัดด้านความรู้ก็ไม่ทิ้งกัน ความรอบรู้ทางการเมืองก็เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเอาตัวมาแข่งขันกันแล้วมาวัดที่ กทม. ทั้งสองคนเป็นที่รู้จักใน กทม.หมด แต่อยู่ที่พรรคจะเสนอในนโยบายแก้ไขเศรษฐกิจ ผมมั่นใจว่าประชาชนจะมั่นใจเพื่อไทยมากกว่าประชาธิปัตย์ แต่แฟนพันธุ์แท้อย่างไรก็ไม่เปลี่ยน แม้จะรู้ว่าเพื่อไทยทำได้ดีกว่าก็ไม่เปลี่ยน”
“ส่วนการเติมคุณชัชชาติอยู่ในบัญชีนายกฯ เพราะเป็นที่รู้จักและทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของคนใน กทม. กับความเป็นตัวตนของคุณชัชชาติก็แตกต่างกับคุณหญิงสุดารัตน์ ดังนั้น ถ้ามีหลากหลายคน คะแนนก็จะได้เพิ่มขึ้น ถ้ามีคนคนเดียวกันแล้วเหมือนกันหมด โคลนนิ่งกันมาก็ไม่มีประโยชน์”
ชูจุดขาย ตัวจริง แก้ปัญหา ศก.
อย่างไรก็ตาม “วิชาญ” ชูแนวทางที่จะใช้เรียกคะแนนเสียงจากโหวตเตอร์ กทม. จะต้องชูประเด็นเศรษฐกิจเป็น “จุดขาย” หลัก ลดการใช้จ่ายในประเทศ อะไรที่ฟุ่มเฟือย ซื้อแต่อาวุธ ต้องลดขนาด ลดจำนวน กำลังอัตราของกองทัพ นอกจากลดค่าใช้จ่ายในประเทศ ก็ต้องกลับมาดูว่าจะส่งเสริมอะไรด้านเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างอาชีพ
“คนกรุงเทพฯเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภค ดังนั้น เวลาผู้บริโภคไม่มีเงินก็บริโภคไม่ไหว ธุรกิจของภาคเอกชนก็ขาดสภาพคล่อง กระทบกับการจัดเก็บของภาครัฐ เมื่อรัฐเก็บภาษีไม่ได้ก็ต้องกู้เงิน นี่คือสิ่งที่ต้องไปบอกชาวบ้านให้เห็นว่าเป็นอันตรายกับคนกรุงเทพฯ”
“นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอากาศและมลพิษ จะต้องควบคุมดูแลกรุงเทพมหานคร บังคับใช้กฎหมายผังเมืองอย่างจริงจัง เพราะเวลานี้ตึกสูงมากขึ้น ต้องเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวบนตึกด้วย เพราะย่านใจกลางเมืองมีตึกใกล้ชิดกัน ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท และรถติด จึงมีฝุ่น PM 2.5 จำนวนมาก ดังนั้น ต้องควบคุมกฎหมายผังเมือง และต้องกลับไปส่งเสริมการใช้รถพลังงานบริสุทธิ์ เช่น รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ควรจะดูเรื่องการสนับสนุนค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ให้ผลิตรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนให้ทั่วถึงกับรถไฟฟ้าที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องเข้ามาดูแลเรื่องมาตรการป้องกันยาเสพติดอย่างจริงจัง”
เป็นหนทางที่เพื่อไทยจะใช้ต่อกรกับคู่แข่งจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ในศึกเลือกตั้งปี 2562
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
