ทุกข์ของประชาชน เกียร์ว่าง รอผลเลือกตั้ง
คอลัมน์ สามัญสำนึก โดย พัฒนพันธุ์ วงษ์พันธุ์
ต้องบอกว่ายามนี้ประเทศไทยยังคงต้องผจญกับทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน” อย่างต่อเนื่อง จริงอยู่ “ศึกนอก” ปัญหาสงครามการค้าระหว่าง “สหรัฐ-จีน” ที่ส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทยดูผ่อนคลายลง แต่ไม่รู้จะคลี่คลายลงจริงหรือไม่
ส่วนเรื่อง “เบร็กซิต” การแยกตัวสหราชอาณาจักรออกจากอียูที่ยังคงคาราคาซัง แม้ดูห่างไกลจากบ้านเรา แต่มีผลเชิงจิตวิทยามาถึงตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่หนักกว่ากลับเป็นผลกระทบหลังเลือกตั้งในบ้านเรานี่แหละ มองลึกเข้าไปแนวนโยบายที่ประกาศออกมา ล้วนออกแนวประชานิยม มุ่งสร้างคะแนนเสียง แข่งกันขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนปริญญาตรี ซึ่งเห็น ๆ อยู่ถ้านำไปปฏิบัติจริงผลกระทบที่ตามมาจะสร้างปัญหาให้แค่ไหน
ชัดเจนด้วยว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่น่าจะมีพรรคการเมืองไหนได้รับชัยชนะแบบเด็ดขาด ที่เคยคิดว่านอนมา ทำท่าจะไม่ง่ายเหมือนที่มองกันไว้ หรือถึงแม้ได้รัฐบาลใหม่ มีโอกาสเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การบริหารยิ่งยากลำบาก
ปัญหาที่เกิดขึ้นช่วงรอยต่อรัฐบาลเก่า-รัฐบาลใหม่ ที่เกิดขึ้นทุกยุคสมัย ทุกสิ่งทุกอย่างเกียร์ว่างนิ่งไปหมด โดยเฉพาะการทำหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ความเดือดร้อนของประชาชนกลายเป็นเรื่องรอง ๆ ที่กำลังรอวันปะทุ คือ “น้ำแล้ง” ที่กำลังคืบคลานเข้ามา
กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ฤดูร้อนปีนี้จะยาวนานกว่าปี 2561 และร้อนมากกว่าปกติอีก 1-2 องศา เขื่อนหลาย ๆ แห่งมีน้ำในอ่างเหลือน้อยมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บางแห่งไม่มีน้ำเหลือพอจะไปใช้ประโยชน์อะไรได้เลย ไม่ว่าเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือการเกษตร แต่ยังไม่เห็นถึงการเตรียมการที่เป็นขั้นตอนหรือเป็นระบบ
ดีที่เขื่อนใหญ่ ๆ ยังพอมีน้ำสะสมอยู่บ้าง จริงอยู่ภัยแล้งอาจไม่ได้เกิดครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ส่วนใหญ่จะหนักไปทางภาคอีสาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้าวนาปรังและอ้อย คาดว่าจะได้รับ
ผลกระทบจากภัยแล้งหนักกว่าพื้นที่เกษตรอื่น ๆ จากที่ผ่านมา ผลผลิตตกต่ำสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรมากพออยู่แล้ว
แน่นอนว่าในยุคที่เทคโนโลยีก้าวมาไกล การประเมินสภาพภูมิอากาศล่วงหน้าสามารถดำเนินการได้อย่างแม่นยำ กลายเป็นว่าแนวทางทำงานภาครัฐส่วนใหญ่ใช้วิธีตั้งรับมากกว่าเปิดเกมรุก ต้องรอให้สั่งการหรือเป็นข่าวขึ้นมาถึงค่อยลงมาแก้ไขปัญหาของประเทศไทยที่แก้ไม่หาย คือ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยราชการต่าง ๆ ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือวางแผน ไม่ได้สัมผัสชีวิตทุกข์ยากของประชาชนโดยตรง ต้องรอให้สื่อหรือมีกระแสในโซเชียลมากดดัน
ดูจากกรณีของฝุ่น PM 2.5 ที่หน่วยงานรัฐแข็งขันกับปัญหาที่เกิดใน กทม.เมื่อเดือนก่อน พอปัญหาลุกลามสู่พื้นที่ต่างจังหวัด จากการ “เผานา-เผาอ้อย” เพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากอยู่ไกลหูไกลตา พลังจากโซเชียลสู้คนกรุงไม่ได้
ส่งผลให้โคราช ขอนแก่น เต็มไปด้วยหมอกควัน หรือที่กำลังเกิดขึ้นในภาคเหนือจนค่าฝุ่น PM สูงลิ่วติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้จะมีการระดมคนเพื่อดับไฟป่า แต่ไม่ได้ผลมากนัก ดับที่หนึ่งก็ไปปะทุอีกที่หนึ่ง เนื่องจากคนเผาเองก็ไม่ได้มองถึงผลกระทบ มองเพียงปากท้องจากผลผลิตที่ตัวเองจะได้รับ ไม่ได้มองไกลไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวม
เรื่องแบบนี้ย้อนกลับไปสู่ประเด็นที่ว่า ปัญหาแบบนี้จะวนเวียนเกิดขึ้นทุกปี พอปีหน้าช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูหนาวเป็นร้อน อากาศปิด กรุงเทพฯจะกลับมามีปัญหาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นซ้ำอีก จากนั้นก็ถึงฤดูเผาอ้อยในภาคอีสาน และเผาป่าในภาคเหนือ วนเวียนไปแบบนี้เรื่อย ๆ
ตราบใดที่รัฐบาลไม่ตื่นมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบและจริงจัง มากกว่าที่ทำอยู่ในทุกวันนี้