เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฟดคงดอกเบี้ย เควิน วอร์ชชี้ “เงินเฟ้อสูงเกินไป”
World เฟดคงดอกเบี้ย เควิน วอร์ชชี้ “เงินเฟ้อสูงเกินไป”
สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
Economic สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
เช็กรายชื่อเอกชนรับเหมา ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ กฟน.-กฟภ. พร้อมกางเงื่อนไขกู้หนุน 5 หมื่น
Economic เช็กรายชื่อเอกชนรับเหมา ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ กฟน.-กฟภ. พร้อมกางเงื่อนไขกู้หนุน 5 หมื่น
VGI แจงยิบ ก.ล.ต. ฟ้อง 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ คดีส่วนบุคคล ยันไม่กระทบธุรกิจ-หุ้นเทรดปกติ
Finance VGI แจงยิบ ก.ล.ต. ฟ้อง 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ คดีส่วนบุคคล ยันไม่กระทบธุรกิจ-หุ้นเทรดปกติ
กลุ่ม ปตท. ขยับเก้าอี้บริหาร! เปลี่ยนแม่ทัพการเงิน-CEO ด้าน OR รอคลังไฟเขียวซีอีโอใหม่
Finance กลุ่ม ปตท. ขยับเก้าอี้บริหาร! เปลี่ยนแม่ทัพการเงิน-CEO ด้าน OR รอคลังไฟเขียวซีอีโอใหม่
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”
กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
Finance กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
Finance คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
Real Estate เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
ดูทั้งหมด

เจาะเนื้อหาคดีล่าเสือดำ ซัดพรานแกละ ยิง-แล่ “เปรมชัย” ไม่มีพยานแวดล้อมร่วมล่ายิง

21 มี.ค. 2562 | 10:53น.

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาคดีล่าเสือดำ อายุ 3-5 ปี น้ำหนัก 30 กก. ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก เมื่อเดือน ก.พ.61 ที่ผ่านมา “ศาลจังหวัดทองผาภูมิ” มีคำพิพากษาลงโทษ “นายเปรมชัย กรรณสูต” อายุ 64 ปี ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 3 ข้อหา ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน, ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นล่าสัตว์ป่า (เสือดำ) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 8 เดือน, ฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา น้ำหนัก 0.6 กก.) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน รวมจำคุกนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 16 เดือน โดยให้ยกฟ้อง 2 ข้อหาฐานร่วมกันเก็บของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และข้อหาร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ)

“นายยงค์ โดดเครือ” อายุ 66 ปี คนสนิทและคนขับรถของนายเปรมชัย จำเลยที่ 2 โดยจำคุก 3 ข้อหา ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน, ร่วมกันพาอาวุธไปในที่สาธารณะฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน, ร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำและไก่ฟ้าหลังเทา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 13 เดือน โดยยกฟ้อง 2 ข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ป่า (เสือดำ) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

“นางนที เรียมแสน” อายุ 44 ปี แม่ครัว จำเลยที่ 3 ลงโทษเพียงข้อหาเดียว ฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำและไก่ฟ้าหลังเทา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 4 เดือน และปรับเป็นเงินอีก 10,000 บาท โดยโทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ซึ่งศาลยกฟ้อง 3 ข้อหา ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะฯ โดยไม่มีเหตุสมควร

“นายธานี ทุมมาศ” หรือพรานแกละ อายุ 57 ปี จำเลยที่ 4 ให้จำคุกข้อหา 6 ข้อหา ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน, ร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำและไก่ฟ้าหลังเทา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะฯโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน, พยายามล่าสัตว์ (กระรอก) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 4 เดือน, ล่าสัตว์ป่า (เสือดำ) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี และเก็บของป่า (ซากสัตว์) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 1 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี 17 เดือน

และให้ “นายเปรมชัย” จำเลยที่ 1 และ “นายธานี” (นายพราน) จำเลยที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ล้านบาท (มูลค่าความเสียหายเสือดำ) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.61 (วันที่เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
โดยคดีนี้ฟ้องของอัยการโจทก์ ได้ขอให้นับโทษนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อ.1143/2561 (คดีครอบครองงาช้างป่าแอฟริกา) และคดีหมายเลขดำ อ.1144/2561 (คดีครอบครองปืนไรเฟิล) ในศาลอาญา กับโทษในคดีอาญาหมายเลขดำ อท.10/2561 (คดีเสนอสินบนให้เจ้าพนักงาน) ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 และให้นับโทษนายยงค์ โดดเครือ (คนขับรถของนายเปรมชัย) จำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.10/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ด้วยเช่นกัน และมีคำขอให้ จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 3,012,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.61 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

ขณะที่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็ได้เข้ามาเป็นผู้ร้อง ยื่นคำขอให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งด้วยโดยให้ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย 12,750,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีที่เสือดำถูกยิงตาย โดยอ้างอิงตัวเลขค่าเสียหายนั้นเปรียบเทียบกับโครงการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์พันธุกรรมเสือโคร่งเพื่อคืนสู่ถิ่นกำเนิดในธรรมชาติ และคิดจากอัตราการรอดตาย ร้อยละ 20 ในการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
ซึ่งจำเลยที่ 1-4 ให้การสู้ประเด็นในส่วนแพ่งนี้ว่า จำเลยที่ 1-4 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และฟ้องขออัยการโจทก์ ก็มีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย แก่กรมอุทยานฯ ผู้ร้องอยู่แล้ว จึงถือว่าผู้ร้องนั้นยื่นคำร้องซ้อน กับคำร้องขออัยการโจทก์

ขณะที่การพิจารณาคดี “อัยการโจทก์” นำสืบว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ.61 เวลาประมาณ 15.00 น. จำเลยที่ 1-4 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เดินทางเข้าพบนายวิเชียร ชิณวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแนะนำเส้นทางในการท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติ ต่อมาวันที่ 4 ก.พ.61 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ซึ่งประจำอยู่หน่วยพิทักษ์มหาราช ได้แจ้งนายวิเชียรว่า มีนักท่องเที่ยวตั้งแคมป์พักแรม อยู่บริเวณห้วยปะชิ ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าฯ ประมาณ 7 กม. จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจดู ซึ่งไปถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ก็พบจำเลยที่ 1-3 และมีเต็นท์กางอยู่ 3 หลัง กับมีผ้าใบขึงระหว่างเต็นท์ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกกับนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ว่านายวิเชียรชวนไปกินอาหารเย็นและให้ย้ายไปพักที่สำนักงาน แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธอ้างว่าหุงข้าวแล้ว โดยระหว่างเจ้าหน้าที่ขับรถกลับหน่วยพิทักษ์ป่าฯ ในช่วงที่กำลังเดินทางห่างจากที่ตั้งแคมป์ ประมาณ 70 เมตรก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด มาจากด้านแคมป์ของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ติดต่อวิทยุสื่อสารกับนายวิเชียรซึ่งสั่งให้นำคณะของจำเลยทั้งสี่กลับมาที่สำนักงานฯ โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ได้เดินตามกันจะไปแจ้งนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ให้ออกจากแคมป์ ระหว่างนั้นก็ตามตัวนายธานี ทุมมาศ (นายพราน) จำเลยที่ 4 และพบใช้อาวุธปืนยาว เล็งไปที่ยอดไม้ที่มีกระรอกวิ่งอยู่ ก็ได้ร้องห้าม จำเลยที่ 4 จึงลดอาวุธปืนลงมาแล้วเชิญตัวกลับไปยังแคมป์ ซึ่งนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ได้ขับรถสวนทางออกไป โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าจะไปหานายวิเชียร ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งได้เฝ้าดูจำเลยที่ 4 ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเดินย้อนกลับไปทางที่พบตัวจำเลยที่ 4 ครั้งแรก ซึ่งห่างจากแคมป์ ประมาณ 700 เมตร ก็พบปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอกอยู่บนถนน, ซากเครื่องในสัตว์ที่มีลักษณะใหม่ ไม่มีกลิ่นเหม็น อยู่ตรงซอกหินริมห้วย กับพบกระจุกขนสีดำเทา บริเวณที่ใกล้กับการพบเครื่องในสัตว์, ถุงใส่เกลือ ถุงเปล่าอีก 2 ถุง ซึ่งห่างจากจุดที่พบเครื่องในสัตว์ประมาณ 3-4 เมตร

เจ้าหน้าที่จึงใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้นายวิเชียรทราบ โดยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวจำเลยทั้งสี่ไว้ก่อน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ขอตรวจค้นบริเวณแคมป์ที่พัก ก็พบถุงน้ำแข็ง 2 ถัง ถังแรกมีน้ำแข็งอยู่พร้อมยา ซึ่งนางนที เรียมแสน (แม่ครัว) จำเลยที่ 3 บอกว่าเป็นยารักษาโรคเบาหวานของจำเลยที่ 1 ส่วนอีกถังมีซากไก่ฟ้าหลังเทา 1 ตัวที่ยังไม่ได้ชำแหละ และถุงพลาสติกใส่เนื้อสัตว์อยู่หลายถุง กับถุงเกลืออีก 2 ถุง ซึ่งเปิดใช้ไปแล้ว 1 ถุง, หม้อใส่อาหารอยู่บนเตาแก๊สปิกนิกโดยจำเลยที่ 3 บอกว่าต้มซุปกระดูกหมู ส่วนไก่ฟ้าก็มีเสียงตอบว่าซื้อมาจากร้านอาหารป่า

กระทั่งเวลา 18.30 น. นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ขับรถกลับมาที่แคมป์ แล้วบอกให้จำเลยที่ 2-4 เก็บสิ่งของ เพื่อจะออกจากบริเวณดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ได้ห้ามและบอกว่านายวิเชียรกำลังจะมาที่เกิดเหตุ เมื่อนายวิเชียรมาถึงเจ้าหน้าที่ ก็ชี้ให้ดูปลอกกระสุน กับบริเวณที่พบสิ่งของต่างๆ และเมื่อทั้งหมดกลับไปที่จุดตั้งแคมป์ เจ้าหน้าที่รายงานให้นายวิเชียร ทราบว่าได้ตรวจยึดอาวุธปืนยาว ขนาด.22 ติดกล้องเล็ง 1 กระบอกจากจำเลยที่ 4 โดยมีกระสุนปืนอยู่ในรังเพลิง 1 นัด และอยู่ในซองบรรจุกระสุนปืนอีก 1 นัด ซึ่งนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นอาวุธปืนของตน และเมื่อตรวจค้นตัวกับที่พักก็ยังพบกระสุนปืนลูกซองและกระสุนปืนขนาด .22 อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนที่ตัวจำเลยที่ 2 และ 3 ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

และผลการตรวจแคมป์ ยังพบซากไก่ถูกสับอยู่บนโต๊ะซึ่งหัวไก่เป็นลักษณะของไก่ฟ้า โดยมีลูกกระสุนปรายที่ฝังอยู่กับหนังไก่ ส่วนที่หลังแคมป์ของจำเลยที่ 1 ก็พบกองไฟซึ่งดับแล้ว กับตะแกรงเหล็กมีคราบเนื้อสัตว์ที่ใช้ย่างติดอยู่, อุปกรณ์ตกและจับปลา, มีดปังตอ, มีดอีโต้, มีดทำครัวหลายเล่ม, ถุงเกลือทั้งที่เปิดใช้แล้วและยังไม่ได้เปิด โดยกลุ่มของนายวิเชียรได้ตรวจค้นบริเวณแคมป์ของจำเลยทั้งสี่ จนถึงเวลา 01.00 น.ของวันที่ 5 ก.พ.61 กระทั่งเวลา 07.00 น. นายวิเชียรให้เจ้าหน้าที่อีก 20 คน กลับไปที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง ก็พบหนังเสือดำ ทาเกลือไว้ และกะโหลกเสือดำที่อยู่ในถุงสีดำ ซุกไว้บริเวณกอไผ่ห่างจากจุดตั้งแคมป์ ประมาณ 15 เมตร, ถุงพลาสติกหูหิ้ว 2 ถุงที่มีเนื้อสัตว์ติดกระดูก-ขาสัตว์-ซี่โครงที่มีเนื้อติดอยู่ บริเวณจุดที่พบอาวุธปืนโดยมีใบไม้ปกปิดคลุมอยู่, กระสุนปืน-น้ำมันชโลมปืน, เขียงพลาสติก โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบัญชีสิ่งของที่ตรวจยึด กับรวบรวมภาพถ่ายและแผนที่ที่เกิดเหตุ ตลอดจนทำบันทึกจับกุมเสร็จในวันที่ 6 ก.พ.61 เวลาประมาณ 14.00 น. โดยนายวิเชียร แจ้งข้อกล่าวหากับจำเลยทั้งสี่ ซึ่งชั้นจับกุมทั้งหมดให้การปฏิเสธ จากนั้นจึงได้มอบตัวจำเลยทั้งสี่พร้อมของกลางให้กับพนักงานสอบสวน

ขณะที่ “จำเลยที่ 1-4” นำสืบว่า ระหว่างที่เดินทางจะเข้าไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ กลุ่มจำเลยได้แวะที่ร้านอาหารป่า แล้วนายยงค์ (คนขับรถของนายเปรมชัย) จำเลยที่ 2 ซื้อไก่มา 1 ตัว, เนื้อเก้ง 1 กก., เนื้อหมู 1 กก. จากนั้นแวะไปที่บ้านของนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ที่ช่องกระทิง แล้วมาแวะรับ นายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 กระทั่งไปถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เจ้าหน้าที่ได้พาจำเลยที่ 1 ไปพบนายวิเชียรซึ่งให้จำเลยที่ 1 ไปพักที่ด่านมหาราช แต่จำเลยทั้งสี่เดินทางไปถึงจุดหนึ่งแล้วเห็นว่าใกล้มืดจำเลยจึงตั้งแคมป์ โดยจำเลยที่ 1 ก็เดินไปชมธรรมชาติ แล้วกลับมานั่งที่แคมป์ พร้อมรับประทานอาหารก่อนเข้านอน ต่อมาวันที่ 4 ก.พ.61 จำเลยที่ 1 ขับรถออกจากที่พักไปคนเดียว เพื่อไปชมความสวยงามของทุ่งใหญ่นเรศวร ส่วนจำเลยที่ 2-4 ก็นำอาหารมาอุ่นกินกันและแยกไปพักผ่อน กระทั่งใกล้เที่ยงวัน นางนที (แม่ครัว) จำเลยที่ 3 ทำซุปหมู-หางหมู ให้นายยงค์ (คนขับรถ) จำเลยที่ 2 กินเพราะต้องกินยาด้วย โดยระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถไปถึงด่านเซซาโว่และกลับมาถึงที่พักในเวลา 16.00 น. จากนั้นก็มีกลุ่มเจ้าหน้าที่มาที่แคมป์ แจ้งว่าไม่สามารถพักบริเวณดังกล่าวได้ โดยจำเลยแจ้งขอพักอีก 1 คืนแล้วจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ให้ไปขออนุญาตนายวิเชียร จำเลยที่ 1 จึงขับรถไปหานายวิเชียรแต่ก็ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถตั้งแคมป์ที่จุดดังกล่าวได้ กระทั่งเวลา 21.00 น. จำเลยที่ 1 ขับรถกลับมาแคมป์ เพื่อจะเก็บของ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าให้รอนายวิเชียรก่อน จากนั้นประมาณ 30 นาที นายวิเชียรกับเจ้าหน้าที่ ก็มาค้นที่ตั้งแคมป์ แล้วเก็บสิ่งของต่างๆ ไป

โดย นายยงค์ (คนขับรถของนายเปรมชัย) จำเลยที่ 2 และนายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง “ศาล” เห็นว่าความผิดดังกล่าว ไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

“ศาล” พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดอื่นตามฟ้องหรือไม่

1.ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืน และร่วมกันพาอาวุธมีดนั้น “ศาล” เห็นว่า นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ได้ตอบคำถามค้านของโจทก์ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ให้วิศวกรนำรถกระบะวีโก้ ของจำเลยพร้อมอุปกรณ์ไปใช้กับมอบอาวุธปืนของกลางทั้ง 3 กระบอกและน้ำมันล้างปืนให้ไปใช้ในสถานที่ก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมซึ่งบริเวณดังกล่าวมีสภาพป่าสมบูรณ์อาจต้องใช้เพื่อป้องกันตัวจากสัตว์ร้ายระหว่างการสำรวจเส้นทาง โดยหลังเสร็จงานวิศวกรก็นำรถยนต์มาคืน จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าภายในรถมีอาวุธปืนและกระสุนปืน และเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งให้ขนย้ายสิ่งของจากรถคันดังกล่าวมาไว้ที่รถคันของกลาง จำเลยที่ 1 ก็ย่อมรู้ว่ามีอาวุธปืน ประกอบกับเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 และ 4 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่อนุญาตแล้ว การที่จำเลยที่ 1,2,4 อยู่ในรถและออกเดินทางจากบ้านพร้อมอาวุธปืนและมีดของกลางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ด้วยกัน จึงเป็นการร่วมกันพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับร่วมกันพาอาวุธมีเหน็บ, มีดอีโต้, มีดพับ โดยไม่มีเหตุสมควรด้วย

ส่วนนางนที (แม่ครัว) จำเลยที่ 3 นั้น “ศาล” เห็นว่า ก็เป็นแม่ครัวมีหน้าที่คอยดูแลหาอาหารให้นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมขนย้ายสิ่งของจากรถกระบะ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ไม่รู้ว่ามีอาวุธปืน , กล้องเล็ง ,ซองบรรจุกระสุนปืนและกระสุนปืนหลายนัด ส่วนอาวุธมีดต่างๆ ไม่ได้พบหรือยึดได้จากจำเลยที่ 3 ดังนั้นนางนที จึงไม่มีความผิดในข้อหานี้

2.ความผิดต่อสัตว์ป่าคุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาตินั้น โจทก์มีนายวิเชียร หัวหน้าเขตฯ กับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ อีก 2 คน เป็นพยาน ซึ่งได้ความว่า เมื่อมีเจ้าหน้าที่ 4 คน ไปถึงจุดตั้งแคมป์ พบจำเลยที่ 1-3 มีเต็นท์กาง 3 หลังมีผ้าใบขึงระหว่างเต็นท์ เมื่อเจ้าหน้าที่ขับรถขึ้นไปทางหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช ห่างจากจุดตั้งแคมป์ ประมาณ 70 เมตร ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ใช้วิทยุสื่อสารติดต่อนายวิเชียร ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัดมาจากทางที่ตั้งแคมป์ของพวกจำเลย เจ้าหน้าที่จึงขับรถกลับไปจุดดังกล่าวแล้วเดินตามหาจนพบนายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 กำลังใช้อาวุธปืนยาวเล็งไปที่ยอดไม้ที่มีกระรอกวิ่งอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวจำเลยที่ 4 กลับไปยังแคมป์ และเมื่อเจ้าหน้าที่เดินย้อนกลับไปทางหน่วยพิทักษ์ป่าทิคอง จุดที่พบตัวจำเลยที่ 4 ซึ่งห่างจากแคมป์ประมาณ 700 เมตร บริเวณห้วยปะชิ พบปลอกกระสุนปืนลูกซองและซากเครื่องในสัตว์ที่มีลักษณะใหม่กับถุงใส่เกลือเปล่า

และเมื่อกลับไปจุดตั้งแคมป์ก็พบถังน้ำแข็ง 2 ถัง ถังหนึ่งมีน้ำแข็งกับยารักษาโรคเบาหวานของนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ส่วนอีกถังมีซากไก่ฟ้าสีเทา 1 ตัวที่ยังไม่ได้ชำแหละ กับถุงพลาสติกใส่เนื้อสัตว์หลายถุง, หม้อใส่อาหารบนเตาแก๊สปิกนิก และเมื่อตรวจค้นตัวจำเลยที่ 4 ก็ยังพบกระสุนปืนลูกซองอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่หลังแคมป์ของนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 พบกองไฟซึ่งดับแล้ว, ตะแกรงเหล็กมีคราบเนื้อสัตว์ซึ่งใช้ย่างติดอยู่, อุปกรณ์ตกและจับปลา, มีดปังตอ 1 เล่ม , มีดอีโต้ 1 เล่ม, มีดทำครัว 3 เล่ม, ถุงเกลือทั้งที่เปิดใช้แล้วและยังไม่ได้เปิด จากนั้นนายวิเชียรให้จำเลยทั้งสี่เก็บสิ่งของ-เครื่องใช้ส่วนตัวขึ้นรถกระบะของจำเลยที่ 1 ส่วนอาวุธปืน, อาวุธมีด, เครื่องมือล่าสัตว์ นำขึ้นรถของเจ้าหน้าที่ไป และมีการแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งเฝ้าที่เกิดเหตุไว้ ส่วนจำเลยทั้งสี่ได้ขับรถตามคณะของนายวิเชียรกลับไปที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ กระทั่งวันที่ 5 ก.พ.61 เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ประมาณ 20 คน กลับไปที่เกิดเหตุ พบหนังเสือดำ ทาเกลืออยู่ในถุงสีดำแบบใส่ขยะ ซุกไว้บริเวณกอไผ่ และในถุงยังพบกะโหลกเสือดำ โดยบริเวณหัวเสือดำไม่มีร่องรอยการฉีกขาด กับหนังเสือดำมีอุ้งเท้าติดอยู่ และหนังส่วนหางของเสือดำก็ยังมีอยู่แต่กระดูกของหางถูกเลาะออกไปหมดแล้ว โดยยังพบถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีเนื้อสัตว์อยู่ด้วย, มีดพับ, น้ำมันชโลมปืน, เขียงพลาสติก และสิ่งของอื่นๆอีก ต่อมาวันที่ 14 ก.พ.61 เจ้าหน้าที่ชุดพญาเสือ ได้เข้าไปยังจุดเกิดเหตุอีกครั้งและได้งมพบไส้สัตว์ยาว 1 ฟุตใกล้กับด้านหลังที่ตั้งแคมป์, เศษกระดูกสัตว์ท่อนขา 2 ท่อนไม่มีชิ้นเนื้อติดอยู่ ที่บริเวณริมห้วย

“ศาล” เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าว เป็นเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1-4 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้ง ปรักปรำ บิดเบือนข้อเท็จจริง อีกทั้งยังเบิกความเป็นขั้นตอน สมเหตุสมผลไม่มีข้อพิรุธ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสาม เบิกความตามความเป็นจริงที่พบ และเมื่อเห็นนายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 ใช้อาวุธปืนยาว เล็งไปที่ยอดไม้ซึ่งมีกระรอกวิ่งอยู่โดยขณะนั้นยังเป็นเวลากลางวัน ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้อ้างตัวเองเบิกความหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 พยายามล่ากระรอกที่เป็นสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามฟ้อง

และเมื่อค้นตัว นายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 แล้วพบกระสุนปืนลูกซอง ซึ่งสภาพของกระสุนปืนมีลักษณะคล้ายกับปลอกกระสุนปืนของกลาง ที่พบบริเวณใกล้กับจุดพบซากเสือดำ และในกระเป๋ากางเกงยังพบกระสุนปืนขนาด .22 ที่อยู่ในกล่องอีก 64 นัด ซึ่งใช้กับอาวุธปืนยาวที่พบที่ตัวจำเลยที่ 4 ได้ จึงส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 มีพฤติการณ์ใช้อาวุธปืนของกลางในการล่าสัตว์ เมื่อเสือดำถูกอาวุธปืนยิงตามภาพถ่ายจำลองตำแหน่งรูกระสุนปืนถึงแก่ความตาย โดยพบรอยฉีกขาดของหนัง มีรอยกระสุนปืนเข้าทั้งหมด 8 รอย เป็นรอยทะลุ 7 รอย และรอยถาก 1 รอย โดยพบลูกกระสุนปราย 3 ลูก ขนาด SSG ฝังอยู่ที่หนัง เป็นขนาดเดียวกันกับลูกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 20 ของกลาง และเมื่อนำปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 20 ของกลางที่พบใกล้กับจุดพบซากเสือดำกับปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิง เปรียบเทียบจากอาวุธปืนยาวลูกซองแฝด ขนาด 20 มีตำหนิรอยเข็มแทงชนวน และรอยลายเส้นที่จานท้ายปลอกกระสุนปืนตรงกันและเข้ารอยกันได้ ตามรายการตรวจพิสูจน์ จึงเชื่อว่าปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง ยิงมาจากอาวุธปืนยาวลูกซองแฝดของกลาง ประกอบกับพบกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 20 จำนวน 2 นัดในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 4 ซึ่งสภาพของกระสุนปืนมีลักษณะคล้ายกับปลอกกระสุนปืนขนาด 20 ของกลางที่พบใกล้กับจุดพบซากเสือดำ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ตามที่โจทก์นำสืบมาฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยาวลูกซองแฝดของกลางยิงเสือดำ จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ)

3.ส่วนนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 และนายยงค์ (คนขับรถ) จำเลยที่ 2 เป็นตัวการ ที่ได้ร่วมกระทำความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) ด้วยหรือไม่ “ศาล” เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 -2 ไม่ได้อยู่ในขณะที่นายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 จะยิงกระรอก ซึ่งแสดงให้เห็นพฤติกรรม การออกล่าสัตว์ของจำเลยที่ 4 ว่ามักจะออกล่าสัตว์ตามลำพัง ประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมให้เห็นว่า จำเลยที่ 1-2 อยู่กับจำเลยที่ 4 ในขณะยิงเสือดำ หรืออยู่กับจำเลยที่ 4 ในลักษณะพร้อมที่จะช่วยเหลือในการล่าเสือดำที่จะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1-2 เข้าร่วมในระหว่างที่มีการกระทำความผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1-2 ได้กระทำการอันใดให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นตัวการกระทำความผิดล่าเสือดำ

แต่การที่ นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ให้นายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 ใช้อาวุธปืนยาวลูกซองแฝดของกลางที่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีความสำคัญของนักล่าสัตว์เพื่อครอบคลุมการล่าสัตว์ทุกประเภทตามหนังสือข้อมูลเกี่ยวกับกระสุนปืน โดยจำเลยที่ 1 ก็เป็นนักสะสมอาวุธปืนย่อมรู้ดี ดังนั้นจำเลยที่ 1 ย่อมรู้ว่าจำเลยที่ 4 จะนำไปใช้ล่าสัตว์ จึงถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด อันเป็นผู้สนับสนุน แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานเป็นตัวการร่วม แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเพียงผู้สนับสนุนฯ ซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธจึงไม่ได้เป็นการหลงต่อสู้ ดังนั้น “ศาล” มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่งมีโทษเบากว่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง

และเมื่อเสือดำตายแล้วตามปกติวิสัยของคนล่าสัตว์ จำเลยที่ 4 จะต้องจัดการซากเสือดำ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่พบและเป็นการปกปิดการกระทำความผิดของตนเอง ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ของกลางที่มีดของกลางแบบต่างๆก็พบดีเอ็นเอเสือดำจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 ใช้มีดของกลางเล่มใดเล่มหนึ่งชำแหละซากเสือดำและทิ้งเครื่องในของเสือดำไว้ตามแผนผังแสดงพื้นที่เกิดเหตุ และงยังพบถุงพลาสติกหูหิ้ว 2 ใบที่ภายในมีขาสัตว์ตั้งแต่ข้อขาขึ้นมาจนถึงสะโพก 3 ขา กับพบซี่โครงมีเนื้อติดอยู่ 2 ซีก, เนื้อสันหลังติดกระดูกและเนื้อสัตว์ติดกระดูก อยู่คนละฝั่งถนนกับที่ตั้งแคมป์ ประมาณ 15 เมตร และพบคราบไขมันสัตว์, ไส้สัตว์ขนาดยาว 1 ฟุตใกล้กับด้านหลังที่ตั้งแคมป์ พบเศษกระดูสัตว์ในส่วนท่อนขา 2 ท่อนบริเวณริมห้วยซึ่งผลการตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นของเสือดำ ประกอบกับเมื่อตรวจดีเอ็นเอที่มีดอีโต้, มีดทำครัวและเขียงพลาสติกก็พบดีเอ็นเอเสือดำ จึงเชื่อว่าหลังจากจำเลยที่ 4 ชำแหละซากเสือดำ เอาเครื่องในออกแล้ว ได้นำซากส่วนที่เหลือกลับไปชำแหละต่อที่แคมป์ ซึ่งเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 เบิกความถึงเช้าวันที่ 4 ก.พ.ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถออกไปคนเดียว เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ จนถึงด่านเซซาโว่ ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถเบิกความถึงสภาพทางและสภาพแวดล้อมได้ โดยโจทก์ไม่ได้ถามพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เห็นถึงสภาพทางไปด่านเซซาโว่รวมทั้งไม่ได้ถามค้านจำเลยที่ 1 เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เบิกความไม่ตรงต่อความจริงของสภาพแวดล้อมให้พบจนเป็นข้อพิรุธหรือไม่ ดังนั้นจึงเชื่อว่า ขณะที่จำเลยที่ 4 นำซากเสือดำกลับมาที่แคมป์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ที่แคมป์

4.ส่วนนายยงค์ (คนขับรถของนายเปรมชัย) จำเลยที่ 2 และนางนที (แม่ครัว) จำเลยที่ 3 ก็เบิกความว่าไม่ได้ออกจากแคมป์ไปไหน ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 4 นำซากเสือดำกลับมาที่แคมป์ จำเลยที่ 2-3 ต้องรู้เห็นด้วย เนื่องจากชิ้นเนื้อปรุงสุกที่ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นของเสือดำ เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ได้ทำซุปรับประทานด้วยกัน จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 -4 ใช้มีดที่พบดีเอ็นเอเสือดำ ช่วยกันชำแหละ เนื้อเสือดำไปปรุงเป็นอาหารรับประทาน จากนั้นนำซากเสือดำส่วนที่ไม่ได้กิน ใส่ถุงดำไปซ่อนไว้ก่อนจำเลยที่ 1 จะกลับมา การกระทำของจำเลยที่ 2-4 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) ไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

5.เมื่อฟังว่า นายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 เป็นคนล่าเสือดำซึ่งทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และนำซากเสือดำกลับมาที่แคมป์เพียงลำพังโดยซากสัตว์นั้นก็เป็นของป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวน และฐานกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติด้วย

6.ส่วนซากไก่ฟ้าหลังเทา (น้ำหนัก 0.6 กก.) ที่อยู่ในถังน้ำแข็ง พบว่าไม่ได้อยู่ในลักษณะซุกซ่อนโดยถังน้ำแข็งนั้นไม่มีการล็อกหรือตั้งไว้ในส่วนเฉพาะของผู้ใด จำเลยที่1-4 สามารถเปิดฝาถังได้และสามารถเห็นซากไก่ฟ้าหลังเทาได้ทันที จึงถือได้ว่าซากไก่ฟ้านั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1-4 แม้นายยงค์ (คนขับรถของนายเปรมชัย) จำเลยที่ 2 บอกว่าซื้อไก่ฟ้ามาจากร้านอาหารป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจที่ร้านดังกล่าวไปพบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กรณีก็ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-4 ร่วมกันรับซากไก่ฟ้าที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่สามารถหาซื้อได้โดยทั่วไปนั้น มาจากผู้อื่น โดยซากไก่ฟ้ามีลูกกระสุนปืนฝังอยู่และมีรอยกระสุนเข้า 12 รอยจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1-4 รู้อยู่แล้วว่าซากไก่ฟ้าได้มาโดยการกระทำความผิดด้วยการล่า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-4 ร่วมกันครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) และร่วมกันรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองอันได้มาจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

7.ส่วนจำเลยที่ 1-4 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับกรมอุทยานแห่งชาติฯ หรือไม่ เพียงใด ศาลเห็นว่าแม้ค่าเสียหายของเสือดำ อัยการโจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องมาแล้ว จำนวน 3,012,000 บาทก็ตาม แต่เป็นการยื่นโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ส่วนที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผู้ร้องยื่นเรียกค่าเสียหาย 12,750,000 บาทนั้นใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 จึงเป็นการใช้อำนาจของกฎหมายคนละฉบับดังนั้น คำร้องของกรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงไม่ซ้อนกับคำฟ้องของอัยการโจทก์ ตามที่จำเลยอ้างต่อสู้

อย่างไรก็ตามในการคิดคำนวณค่าเสียหายนั้น “ศาล” เห็นว่าแม้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผู้ร้อง ระบุว่าคำนวณจากโครงการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์พันธุกรรมเสือโคร่งเพื่อคืนถิ่นกำเนิดในธรรมชาติและข้อมูลการเลี้ยงเสือโคร่ง 5 ตัวที่มีโอกาสรอด 1 ตัวคิดเป็นร้อยละ 20 กับราคาที่สวนสัตว์ซื้อเสือดำมาในปี พ.ศ.2549 นั้น “ศาล” เห็นว่า เสือโคร่งถือว่าเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ ส่วนเสือดำเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก ขณะที่โครงการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์พันธุกรรมเสือโคร่งฯ นั้นยังไม่เคยมีการอนุมัติให้ดำเนินการจึงไม่สามารถมีข้อมูลยืนยันได้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร ส่วนการรอดตายของเสือโคร่งก็เป็นเพียงการคาดคะเนไม่ใช่ผลที่แน่นอนตายตัว ซึ่งในความเป็นจริงความเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากรธรรมชาติส่วนต่างๆ ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นตัวแปร อีกทั้งทางนำสืบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ผู้ร้อง ก็ยังไม่ได้ความว่าการกระทำของนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 และนายธานี (นายพราน) จำเลยที่ 4 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด ดังนั้นที่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผู้ร้อง เรียกค่าเสียหายของเสือดำ จำนวน 12,750,000 บาท “ศาล” เห็นว่าสูงเกินไป จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายของเสือดำให้เป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยให้จำเลยที่ 1 และ 4 ร่วมกันรับผิดค่าเสียหายดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 4 ก.พ.61 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด

ส่วนนายยงค์ (คนขับรถของนายเปรมชัย) จำเลยที่ 2 กับ นางนที (แม่ครัว) จำเลยที่ 3 ศาลเห็นว่า ไม่ได้เป็นผู้ร่วมล่าเสือดำ จึงฟังไม่ได้ว่าร่วมทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้
ทั้งนี้ สำหรับอาวุธปืนยาวลูกกรดพร้อมกล้องเล็ง, อาวุธปืนไรเฟิลพร้อมกล้องเล็ง และซองบรรจุกระสุนปืน, อาวุธปืนยาวลูกซองแฝดขนาด 20 กับปลอกกระสุนลูกซองขนาด 20, ลูกกระสุนปราย กระสุนปืนลูกซอง ซึ่งเป็นของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานล่าสัตว์และพาไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, นกหวีดสำหรับเป่าล่อสัตว์และไฟฉายสปอร์ตไลท์, มีดเหน็บ มีดพับ มีดอีโต้ มีทำครัวของกลาง, ซากเสือดำและซากไก่ฟ้าหลังเทา ของกลาง ซึ่งเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ศาลมีคำสั่งให้ริบทั้งหมด

ส่วนที่อัยการโจทก์ ขอให้นับโทษ “นายเปรมชัย” จำเลยที่ 1 ต่อจากโทษคดีครอบครองงาช้างป่าแอฟริกา, คดีครอบครองปืนไรเฟิล, คดีเสนอสินบนให้เจ้าพนักงาน และขอนับโทษ “นายยงค์” คนขับรถ จำเลยที่ 2 ต่อจากคดีเสนอสินบนให้เจ้าพนักงานนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวที่ขอให้นับโทษ ศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้

โดยระหว่างรอการยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี “นายเปรมชัย” จำเลยที่ 1, “นายยงค์” จำเลยที่ 2, “นายธานี หรือพรานแกละ” จำเลยที่ 4 ที่ศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ได้ยื่นประกันตัวไปด้วยเงินสด ซึ่ง “ศาลจังหวัดทองผาภูมิ” อนุญาตให้ นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 และนายยงค์ ที่ 2 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 400,000 บาท (เท่ากับหลักทรัพย์ในชั้นพิจารณา) ซึ่งศาลพิจารณาคำร้องประกอบพฤติการณ์แล้วเห็นว่า ระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และหลักประกันที่เรียกมาในศาลชั้นต้นพอสมควรแล้ว ส่วน นายธานีหรือพรานแกละ จำเลยที่ 4 เนื่องจากมีข้อหาที่มีอัตราโทษหนักกว่า ก็ให้ปล่อยชั่วคราวไปโดยตีราคาประกัน 500,000 บาท ซึ่งศาลยังกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยที่ 1,2,4 เดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วย

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เปรมชัย กรรณสูต