เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“สุนันทา” ชู 500 กิจกรรมส่งเสริมการค้า สร้างดีลใหม่ทั่วโลก
Economic “สุนันทา” ชู 500 กิจกรรมส่งเสริมการค้า สร้างดีลใหม่ทั่วโลก
ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
EECO มอบตรารับรอง “EEC Select Best Service 2026” 21 ผู้ประกอบการ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
เศรษฐกิจภูมิภาค EECO มอบตรารับรอง “EEC Select Best Service 2026” 21 ผู้ประกอบการ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
SME D Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ ต่อยอด AI นกกระซิบ ช่วย SMEs ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
Finance SME D Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ ต่อยอด AI นกกระซิบ ช่วย SMEs ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
อิหร่าน-รัฐอ่าวอาหรับเลื่อนประชุมวงเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ
World อิหร่าน-รัฐอ่าวอาหรับเลื่อนประชุมวงเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ
ก.ล.ต. ตั้ง “อภิสิทธิ์ สุขสาคร” ผู้ช่วยเลขาฯ สายดิจิทัล รับไม้ต่อ “วิบูลย์ ภัทรพิบูล” เกษียณสิ้นปี’69
Finance ก.ล.ต. ตั้ง “อภิสิทธิ์ สุขสาคร” ผู้ช่วยเลขาฯ สายดิจิทัล รับไม้ต่อ “วิบูลย์ ภัทรพิบูล” เกษียณสิ้นปี’69
พร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” รอคลังเคาะ รบ.มีเงินหลายกระเป๋า
Politics พร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” รอคลังเคาะ รบ.มีเงินหลายกระเป๋า
ม.กรุงเทพ คว้าสิทธิ์ Dolby Creator Lab หนุนหลักสูตรสื่อดิจิทัล-ศิลปะภาพยนตร์
การศึกษา ม.กรุงเทพ คว้าสิทธิ์ Dolby Creator Lab หนุนหลักสูตรสื่อดิจิทัล-ศิลปะภาพยนตร์
นายกฯ ขึ้นเวที Gastech 2026 ดัน 5 หมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์รูฟท็อป ชู 3 ยุทธศาสตร์พลังงาน
Politics นายกฯ ขึ้นเวที Gastech 2026 ดัน 5 หมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์รูฟท็อป ชู 3 ยุทธศาสตร์พลังงาน
เอกชนพร้อมเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ 4 เดือน ไม่ใช่ 1 ปี เงื่อนไขวิ่งเท่าไหร่ได้เท่านั้น
Politics เอกชนพร้อมเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ 4 เดือน ไม่ใช่ 1 ปี เงื่อนไขวิ่งเท่าไหร่ได้เท่านั้น
ดูทั้งหมด

ข้อมูลเครดิต-วินัยการเงิน และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

11 พ.ค. 2562 | 22:00น.

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ธนาคารกรุงไทย

หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม และมีส่วนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บังคับใช้มาตรการที่เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เช่น เกณฑ์ LTV limit สำหรับสินเชื่อบ้าน ที่เริ่มใช้แล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 แต่การนำมาตรการลักษณะนี้มาใช้ย่อมมีผลกระทบทางอ้อม และไม่ได้แก้ที่สาเหตุหลักของการเป็นหนี้ ซึ่งงานวิจัยของ ธปท.เองชี้ว่า เกิดจากการขาดวินัยทางการเงินของครัวเรือน

หลายท่านคงตั้งคำถามว่าแล้วจะให้ใช้มาตรการอะไร ถ้าสาเหตุหลักคือเรื่องวินัย บทความนี้จะขอนำงานวิจัยในต่างประเทศชิ้นหนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง

ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้อาจนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับมาตรการที่จะช่วย “กระตุ้น” ครัวเรือนให้ “ฉุกคิด” ถึงสถานะทางการเงินของตน ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ การที่ครัวเรือนมีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้นได้

งานวิจัยที่ว่านี้ ชื่อว่า “Does knowing your FICO score change financial behavior ? Evidence from a field experiment with student loan borrowers” โดยคณะนักวิจัยจาก New York University, University of Wisconsin-Madison และ University of Chicago ซึ่งใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่กู้สินเชื่อเพื่อการศึกษา (student loan) กว่า 400,000 รายในสหรัฐ เพื่อทดลองดูว่าการทำให้ผู้กู้ “ฉุกคิด” ถึงสถานะทางการเงิน คือ คะแนนเครดิตของตน จะมีผลให้ผู้กู้มีพฤติกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไปอย่างไร

ในสหรัฐ คะแนนเครดิต (credit score) มีความสำคัญมากต่อการที่จะได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่ง FICO เป็นหนึ่งในบริษัทที่คิดคำนวณคะแนนเครดิตของแต่ละบุคคล จากข้อมูลต่าง ๆ เช่น ประวัติการชำระหนี้ ยอดหนี้ จำนวนบัญชีสินเชื่อ ประเภทสินเชื่อ ฯลฯ ดังนั้น คะแนนเครดิตโดยบริษัท FICO (FICO Score) จึงเป็นเสมือนตัวบ่งบอกสถานะทางการเงินของบุคคลนั้น ๆ

ในงานวิจัย ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะได้รับอีเมล์ 1 ครั้งทุก ๆ 3 เดือน แจ้งให้ทราบว่าขณะนี้คุณสามารถเข้าไปดูคะแนนเครดิตล่าสุดของคุณได้แล้ว และมีลิงก์ในอีเมล์ให้แต่ในอีเมล์ไม่ได้บอกว่าคะแนนเป็นเท่าไหร่ ส่วนกลุ่มที่สองจะไม่ได้รับอีเมล์แจ้งเตือนใด ๆ เลย ทั้งนี้ ทุกคนสามารถเข้าไปดูคะแนนเครดิตได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตามลิงก์ในอีเมล์เพียงวิธีเดียว

ผู้วิจัยต้องการทราบว่า 2 กลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมทางการเงินที่แตกต่างกันหรือไม่ กลุ่มที่ได้รับอีเมล์ “กระตุ้น” ให้ “ฉุกคิด” จะมีพฤติกรรมอย่างไร

ผลออกมาว่ากลุ่มที่ได้รับอีเมล์ดูเหมือนจะมีวินัยทางการเงินที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือน หลังจากมีการส่งอีเมล์ทั้งหมด 8 ครั้ง (ช่วงปี 2558-2560)

ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้รับอีเมล์มีอัตราการค้างชำระหนี้เกิน 30 วัน และอัตราการค้างชำระหนี้เกิน 60 วัน ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับถึง 4% นอกจากนี้ คะแนนเครดิตของกลุ่มที่ได้รับอีเมล์ก็สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับอีกด้วย ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับอีเมล์ไม่ได้เปิดอีเมล์กันทุกคน จริง ๆ แล้วเปิดอ่านเพียง 48% เท่านั้น

ผู้วิจัยคำนวณว่าสำหรับในกลุ่มที่ได้รับอีเมล์และมีการเปิดอ่านจริง ๆ อัตราการค้างชำระหนี้เกิน 30 วัน และอัตราการค้างชำระหนี้เกิน 60 วัน ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับถึง 9% ดีกว่าผลภาพรวมกว่า 2 เท่า และสำหรับกลุ่มที่คลิกลิงก์ไปดูคะแนนเครดิตด้วยแล้ว อัตราการค้างชำระหนี้เกิน 30 วัน และเกิน 60 วัน ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับถึงประมาณ 50%

อีกผลลัพธ์ที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่ได้รับอีเมล์มีการเปิดบัญชีบัตรเครดิตมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับอีเมล์ แม้กระนั้นก็ตาม คะแนนเครดิตของกลุ่มที่ได้รับอีเมล์ก็สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับอีเมล์อยู่ดี แสดงให้เห็นว่าการที่กลุ่มได้รับอีเมล์เปิดบัญชีบัตรเครดิตมากกว่าไม่ได้นำไปสู่วินัยทางการเงินที่แย่กว่า การไปจำกัดการเปิดบัญชีสินเชื่อจึงอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านอาจสงสัยว่าเนื้อหาในอีเมล์คืออะไร มีผลหรือไม่

ผู้วิจัยมีเนื้อหาในอีเมล์ 3 แบบด้วยกัน แบบแรก บอกว่าคะแนนเครดิตล่าสุดของท่านพร้อมให้เข้าไปดูแล้ว และอธิบายสั้น ๆ ว่าคะแนนเครดิตเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน แบบที่สอง มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของคะแนนเครดิต เช่น อาจมีผลต่อดอกเบี้ย ส่วนแบบที่สาม จะมีข้อความเชิงเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ เช่น คุณสามารถเพิ่มคะแนนเครดิตได้เหมือนคนอื่น ๆ

ผลการวิจัยชี้ว่าเนื้อหาในอีเมล์ไม่ได้ส่งผลให้พฤติกรรมของกลุ่มที่ได้รับอีเมล์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่คำอธิบายที่ให้เพิ่มเติม หรือการชักชวนให้เห็นถึงการเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่เป็นการได้รับอีเมล์แจ้งเตือน ซึ่งผู้วิจัยอธิบายว่าการสามารถทำให้ผู้กู้ “ฉุกคิด” เป็นการลด over-optimism หรือการมองโลกในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของตน และลด over-confidence หรือการมีความเชื่อมั่นมากเกินไปเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของตน จึงเป็นการทำให้ผู้กู้มีมุมมองที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการมีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นหลายประเด็นที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีของประเทศไทย

ประเด็นแรก ครัวเรือนไทยมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลสถานะทางการเงินที่ครบถ้วนแล้วหรือยัง ? ครบถ้วนในที่นี้ หมายถึง การรับทราบข้อมูลทุกบัญชีสินเชื่อจากทุกสถาบันการเงินในคราวเดียวกัน นอกจากครัวเรือนส่วนน้อยที่ทำบัญชีครัวเรือน และขอรายงานข้อมูลเครดิตด้วยตนเองจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้เห็นประวัติการชำระหนี้ทุกบัญชีสินเชื่อแล้ว เชื่อว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูลที่จะช่วยให้เห็นภาพรวมสถานะทางการเงินที่แท้จริง

ในปัจจุบัน แม้ผู้มีบัญชีสินเชื่อจะได้รับรายงานเป็นจดหมายปีละครั้งจากสถาบันการเงิน เกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ที่ได้มีการส่งให้กับ NCB แต่รายงานนี้ไม่ได้ให้ภาพรวมของทุกบัญชีสินเชื่อ แม้ผู้กู้จะมีหลายบัญชีสินเชื่อในสถาบันการเงินเดียวกันก็ตาม จึงเป็นการยากที่จะมีมุมมองที่ครบถ้วน ดังนั้น การปรับปรุงการให้ข้อมูลสถานะทางการเงินกับครัวเรือนในส่วนนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์

ประเด็นที่สอง การสื่อสารจากสถาบันการเงินเข้าถึงครัวเรือนหรือไม่ ?

ในปัจจุบันประวัติการชำระหนี้ที่เป็นข้อมูลเครดิตที่ได้รับรายงานจากสถาบันการเงินยังเป็นจดหมาย ซึ่งไม่ใช่วิธีการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ การเพิ่มวิธีการสื่อสารเป็นรูปแบบอีเมล์ หรือรายงานผ่านแอปพลิเคชั่น น่าจะเข้าถึงได้ดีกว่า เพราะเพียงการ “กระตุ้น” ให้ครัวเรือนได้ “ฉุกคิด” ก็มีผลดีแล้ว การปรับวิธีการสื่อสารเป็นมาตรการที่ใช้ต้นทุนต่ำ และเริ่มทำได้เร็ว จึงน่าจะเป็นแนวทางที่นำมาทดลองเพื่อดูว่าครัวเรือนไทยจะตอบรับในทิศทางที่ดีเหมือนกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยหรือไม่

ประเด็นที่สาม การสื่อความด้านเครดิตง่ายต่อการเข้าใจหรือไม่ ? งานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า การมีตัวเลขคะแนนเครดิตที่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้เป็นเครื่องมือที่ช่วยครัวเรือนในการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการต้องติดตามหลาย ๆ ตัวเลข

สำหรับประเทศไทยการใช้คะแนนเครดิตยังไม่แพร่หลายมากนัก แม้ทาง NCB จะมีการพัฒนาเครดิตสกอริ่ง (NCB Score) มาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น ครัวเรือนไทยจึงยังไม่มีตัวแทนคำจำกัดความของสถานะทางการเงินที่สื่อความได้ง่ายและเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป

เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ธปท.รายงานตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ที่ 12.83 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 78.6 ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งทุกครั้งที่มีการรายงานตัวเลขหนี้ครัวเรือน ก็มักจะตามมาด้วยความกังวลจากฝั่ง ธปท. รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านที่มองว่า ตัวเลขนี้สูงเกินไปสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย จนอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต และยังสะท้อนพฤติกรรมการสร้างหนี้เกินพอดีในสายตาของผู้ที่ห่วงใย

แต่แทนที่จะเริ่มต้นมองหามาตรการใหม่มาควบคุมสินเชื่อ เราควรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยให้ครัวเรือนได้รับทราบถึงสถานะทางการเงินของตน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า และมีผลกระทบทางอ้อมน้อยกว่าอีกด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หนีครัวเรือน