เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
Business TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
“ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
Politics “ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
Finance SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
Uncategorized DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Politics วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
Automotive Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
Uncategorized มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
Finance ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
Economic CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
Finance กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
ดูทั้งหมด

ต่างชาติบุกยึดอีคอมเมิร์ซ ทุนไทยแท็กทีมพลิกเกมสู้-

04 ก.ย. 2560 | 07:00น.

สมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทยเดือด ยักษ์ต่างชาติสยายปีกลงทุนเพิ่ม ทั้ง “อาลีบาบา-เจดีดอตคอม” ดาหน้าทุ่มงบการตลาดเต็มพิกัด บีบอีคอมเมิร์ซไทยปรับตัวก่อนตายเรียบ “วีเลิฟช้อปปิ้ง” ผนึก ซี.พี.สู้ทั้งเครือ “ตลาดดอตคอม” ตั้งหลักใหม่คืนสังเวียน สมาคมอีคอมเมิร์ซชี้โลกไร้พรมแดนต้องทำใจ “เพย์เมนต์-โลจิสติกส์” ปัญหาคลี่คลาย-โมบายหนุนตลาดโต แต่ต่างชาติกวาดมาร์เก็ตแชร์เรียบ สรรพากรเร่งเข็นกฎหมายรีดภาษี

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ในจีน อย่าง JD.com กำลังเจรจาเป็นพันธมิตรกับเซ็นทรัลกรุ๊ปเพื่อร่วมกันทำตลาดในไทย หลังกลางปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ JD.com ประกาศชัดว่า จะรุกตลาดไทยและให้ไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการในอาเซียน ฟากคู่แข่งสำคัญอย่างอาลีบาบา กรุ๊ป อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ในจีน เพิ่งเพิ่มการลงทุนใน “ลาซาด้า” ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในอาเซียน ซึ่งรวมถึงในไทย อีกกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ขยับหุ้นจาก 51% เป็น 83% ขณะที่มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปีที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ประเมินว่าสูงเกิน 2.5 ล้านล้านบาท โต 12.42%

ลาซาด้าไม่หวั่น-เร่งตลาดโต

นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านกลยุทธ์และความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท ลาซาด้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้ามาลงทุนของอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ต่างชาติเป็นเรื่องดี มีผู้เล่นหลายรายยิ่งทำให้เปิดตลาดให้เติบโตได้เร็ว การแข่งขันที่สำคัญคือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าว่าใครจะทำได้ดีกว่ากันเพื่อชิงมาร์เก็ตแชร์

“ตอนนี้เราเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด และยังลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกำไรสำหรับลูกค้าและคู่ค้าของเรา เพราะอีคอมเมิร์ซในไทยยังเป็นตลาดที่น่าลงทุนที่สุด”

ปัจจุบันลาซาด้ามีผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่าเท่าตัว หากแยกเป็น Unique IP กว่า 25 ล้านราย เมื่อเทียบกับประชากรกว่า 60 ล้านคน จึงยังมีโอกาสโตได้อีกมาก และสัดส่วนของอีคอมเมิร์ซยังอยู่แค่ 1.5% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมด ขณะที่ประเทศที่อีคอมเมิร์ซเติบโตมาก ๆ อยู่ที่ระดับ 10%

11 สตรีท ตั้งเป้าขาย 3 พันล้าน

ด้านนายยุน ชาง ซอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายขาย อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้โมบายซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทย 6-7 ปีจากนี้จะยิ่งโตเร็ว จากปกติที่โตมากกว่า 20% ต่อปี

“การเข้ามาของอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ จะยิ่งทำให้ตลาดรวมโต และผู้เล่นแต่ละรายสามารถเติบโตไปได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งบริษัทเน้นพัฒนาการช็อปออนไลน์ผ่านโมบายให้สะดวกขึ้นอีกทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย และเน้นกลยุทธ์การทำโปรโมชั่นเพื่อเพิ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละแคมเปญเพิ่มยอดขายได้ 20-30%”

สิ้นปีตั้งเป้ายอดขาย 3,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อีเลฟเว่นสตรีทโตเร็ว เป้าหมายได้รับการตอบรับอย่างดี ก้าวเป็นเบอร์ 2 ในตลาด มีสมาชิกกว่า 5.8 แสนราย สิ้นปีตั้งเป้า 1 ล้านราย

ส่วนงบการตลาดที่ตั้งไว้ต้นปี 1,000 ล้านบาท ขณะนี้กำลังพิจารณารายละเอียด ส่วนเป้าหมายจะครองมาร์เก็ตแชร์ 40% ภายใน 4 ปี และคืนทุนใน 5 ปี ยังต้องลุ้นหลังเพิ่งเปิดบริการไม่ถึงปี

“การทำตลาดในไทยมีความยากในหลายส่วน เช่น การติดต่อกับหน่วยงานรัฐ การขอใบอนุญาตใช้เวลานาน แต่จะไม่ถอนตัวแน่นอน เพราะไทยยังมีโอกาสเติบโตมาก แต่กำลังหาพันธมิตรร่วมลงทุนขยายตลาดไทยให้ดีขึ้น จากเดิมเป็นเกาหลีใต้ 100%”

SMEs-ไทยต้องเร่งปรับตัว

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้เล่นรายใหญ่ต่างประเทศสนใจไทย เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน ทำให้อีคอมเมิร์ซโตขึ้น ขณะที่อุปสรรคสำคัญอย่างระบบการชำระเงินและระบบการขนส่งถูกแก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่าปีนี้น่าจะโต 25% เฉพาะโซเชียลคอมเมิร์ซอาจถึง 30% แต่กลับมีผู้ให้บริการไทยเหลือเพียงไม่กี่ราย

“ตลาดไทยจะกลายเป็นเกมของเจ้าใหญ่ระดับโลก อย่าง อาลีบาบา อเมซอน หรือ JD.com ที่กำลังจะมา แต่ละรายทุ่มเงินทำตลาดกันอย่างรุนแรง แบบจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย ในภาวะนี้ผู้ประกอบการไทยจะอยู่ได้ต้องปรับตัวให้เป็นนิชมาร์เก็ต เป็นสตาร์ตอัพ พวกอีมาร์เก็ตเพลสใหญ่ ๆ คงไม่เหลือ ถ้าจะมีคือกลุ่มค้าปลีกที่มาทำออนไลน์ อย่างเซ็นทรัลกรุ๊ปที่จะจับมือกับ JD.com แต่ถ้าอเมซอนบุกเต็มตัว มองยาว ๆ ไปอีก 10 ปีก็ไม่แน่ เราอาจจะได้เห็นตลาดอีคอมเมิร์ซเป็นของต่างชาติทั้งหมด”

ในแง่ของผู้บริโภคจะได้เปรียบ เพราะราคาสินค้าถูกลง จากการตัดผู้ค้าคนกลางโดยสิ้นเชิง ผู้ผลิตจากจีนจะส่งตรงสินค้าถึงมือผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มอย่างลาซาด้าได้เลย SMEs ที่เคยเป็นพ่อค้าคนกลาง นำสินค้าจากจีนมาขายจะตายเรียบ จึงต้องเร่งปรับตัว ผันตัวเองเป็นผู้ผลิตสินค้า หรือเป็นพ่อค้าคนกลางในกลุ่มสินค้าที่กลุ่มผู้ผลิตจากจีนเข้ามาไม่ได้

ในแง่ของตลาดดอตคอม ที่เป็นประธานกรรมการบริษัทอยู่ด้วยนั้น นายภาวุธกล่าวว่า จะประกาศปรับบิสซิเนสโมเดลใหม่ในเดือนหน้า เพราะบริษัทไทยจะไม่สามารถอยู่ได้ถ้าไม่มีการปรับตัว

“ปัจจุบันตลาดดอตคอมมีผู้ค้ากว่า 2 แสนราย โมเดลใหม่จะเข้าไปช่วยร้านค้าได้ดีขึ้น เพราะโลกการค้าเปลี่ยนไปเยอะมาก ในแง่ยอดขายลดลงเพราะไม่ได้โฟกัสที่มาร์เก็ตเพลสแล้ว ไม่ทุ่มแคมเปญดึงลูกค้าให้มาซื้อ เพราะยิ่งขายได้ยิ่งขาดทุน แล้วเราไม่มีพี่ใหญ่เงินถุงเงินถังอย่างราคูเท็นซัพพอร์ตแล้ว”

วีเลิฟช้อปปิ้งผนึก CP สู้ทั้งเครือ

นางสาวดรุณพร จิรกิจอนุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ผู้ให้บริการอีมาร์เก็ตเพลส “วีเลิฟช้อปปิ้ง” เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อีคอมเมิร์ซไทยแข่งขันสูงมาก แนวทางของวีเลิฟช้อปปิ้งตอนนี้เน้นการทำงานร่วมกันภายในกรุ๊ป คือ ทรูคอร์ปอเรชั่น และเครือ ซี.พี.โดยกำลังวางโครงสร้างใหม่ วางกลยุทธ์ใหม่

“จำเป็นต้องใช้ทั้งเซอร์วิสและโปรดักต์ของทั้งเครือเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภค อาทิ ร่วมกับแคมเปญทรูยู ของกรุ๊ปให้มากขึ้น ทั้งกลุ่มพาร์ตเนอร์ออฟไลน์และออนไลน์ นำเซอร์วิสมาบันเดิ้ลกับโปรดักต์ ปีนี้จะผลักดันอีมาร์เก็ตเพลสในเครือมากขึ้นผ่านวีเลิฟช้อปปิ้ง และขยายฐานลูกค้าจากตรงนั้น”

ปัจจุบันคู่ค้าในวีเลิฟช้อปปิ้งมีราว 3 แสนราย ที่แอ็กทีฟจะอยู่ราวหลักหมื่นกว่าราย ส่วนจำนวนผู้เข้าชมเว็บราว 8 ล้านรายต่อเดือน เพิ่มจากปีที่แล้วไม่มากนัก เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนกลยุทธ์ที่จะไม่เน้นการแข่งขันแบบเดิม ๆ อีกแล้ว แต่จะหาจุดแตกต่าง ซึ่งคาดว่าต้นปีหน้ากลยุทธ์ใหม่โครงสร้างใหม่จะเห็นภาพชัดเจน

“จะเน้นการทำไดเร็กต์มาร์เก็ตติ้งลงไปที่กลุ่มลูกค้าโดยตรง ให้ตรงกับกลุ่มเฉพาะที่เหมาะสม คงไม่เน้นการทุ่มในส่วนของพรีเซ็นเตอร์แบบคู่แข่งที่ตอนนี้ทุ่มกันแรงมากเพื่อสร้างแบรนด์ เพราะวีเลิฟช้อปปิ้งผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว มีคนจดจำแบรนด์ได้มากแล้ว ส่วนการจะขยายไปตลาดต่างประเทศก็กำลังวางแผนอยู่ แต่ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ โดยเน้นที่การผนึกกำลังในเครือไปด้วยกันกับ ซี.พี.มากกว่า”

รายเล็กไม่สู้-ขออยู่ในร่มยักษ์

ด้านนายณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด ผู้ให้บริการ “เทพช้อป” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภครวมถึง SMEs ตื่นตัวกับการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีช่องว่างที่ SMEs รายเล็กมาก ๆ อยากขายออนไลน์แต่ไม่มีทุนมากพอหรือมีสินค้าเฉพาะกลุ่ม ต้องการพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งจะเป็นโอกาสของเทพช้อป

“กลุ่ม OTOP หรือกลุ่มที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง สร้างร้านค้าในชื่อของตัวเอง สร้างเว็บของตัวเอง เทพช้อปตอบโจทย์ได้ เพราะถ้าเขาจะไปขายบนลาซาด้าหรือเจ้าใหญ่ ๆ จะไม่สามารถมีเว็บของตัวเองได้ ฝั่งลูกค้าเองก็รับรู้ว่าสินค้าในแนวนี้ซื้อได้ที่เรา เทพช้อปจึงยังมีที่ยืนในตลาด”

ปัจจุบันมีร้านค้าในระบบ 5.2 แสนราย เพิ่มขึ้นเดือนละหมื่นร้านค้า ส่วนร้านค้าที่แอ็กทีฟมีราว 8 หมื่นร้านค้า เกือบทั้งหมดเป็นร้านของผู้ค้ารายย่อย ส่วนจำนวนผู้เข้าชมมีราว 1.5 ล้านต่อวัน ปีที่แล้วมียอดขายรวม 1,900 ล้านบาท

“อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ทุ่มเงินกันเต็มที่ จุดยืนเทพช้อปคือไม่สู้ แต่จะเชื่อมต่อระบบร้านค้าให้ผู้ค้าของเทพช้อปเชื่อมไปกับแพลตฟอร์มรายใหญ่ เพื่อให้ผู้ค้าจัดการสินค้าได้เบ็ดเสร็จในจุดเดียว ไม่ต้องอัพเดตทุกเว็บ เชื่อมระบบกับอีเลฟเว่นสตรีทแล้ว จะเชื่อมกับลาซาด้า และเริ่มคุยกับทางช้อปปี้แล้ว เทพช้อปกลายเป็นระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ โดยที่เจ้าของมีหน้าร้านของตัวเองได้ด้วยคู่ไปกับการกระจายสินค้าขายบนแพลตฟอร์มใหญ่ ยอดขายดีขึ้นด้วย”

สรรพากรเข็น กม.รีดภาษี

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า จากที่กรมสรรพากรได้ยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ โดยได้เปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นในช่วงที่ผ่านมาปรากฏว่า มีผู้แสดงความเห็นเข้ามาอย่างหลากหลายมาก ทำให้กรมสรรพากรต้องใช้เวลาในการตอบความเห็นเหล่านั้นค่อนข้างมาก

แนวทางก็ยังเดินเหมือนเดิม เพียงแต่ข้อเสนอแนะที่ทำให้ดีขึ้นจะทำให้เราปิดช่องว่างได้ เราก็จะนำมาปรับปรุงร่างกฎหมายให้ดีขึ้นด้วย โดยจะพยายามเร่งให้เสร็จโดยเร็วที่สุด คาดว่าคงเสร็จไม่ทันเดือน ก.ย.นี้” นายประสงค์กล่าว

ทั้งนี้ การที่ผู้ขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียบางราย ไม่ว่าจะเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ปัจจุบันมีมูลค่าซื้อขายราว 3 ล้านบาทต่อปี ไม่ยอมเข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้องนั้น นายประสงค์กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรมีการปรับปรุงกฎหมายมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร โดยหากพบว่าผู้ใดมีเจตนาเลี่ยงภาษี ก็จะต้องถูกดำเนินคดีอาญา มีโทษจำคุกด้วย แต่ถ้าเข้าระบบจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องการถูกปรับ และการถูกดำเนินคดีอาญา

สำหรับการตรวจสอบผู้ขายของออนไลน์ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้องนั้น อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า ทางกรมสรรพากรมีการตรวจสอบอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยมีการออกหนังสือแจ้งให้เข้ามาเสียภาษีให้ถูกต้องนับพันรายแล้ว ซึ่งก็ทำให้กรมสรรพากรเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น