เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
NIO ลั่นไทยมีลุ้นขึ้นไลน์รถอีวี ส่ง 2 โมเดลเสริมทัพจับลูกค้าพรีเมี่ยมใน 3 ปี 
Automotive NIO ลั่นไทยมีลุ้นขึ้นไลน์รถอีวี ส่ง 2 โมเดลเสริมทัพจับลูกค้าพรีเมี่ยมใน 3 ปี 
เปิดปม ‘กะเพราแก้วจุรี’ ไบโอไทยตั้งคำถามทุนวิจัย ม.เกษตรฯ-สิทธิคุ้มครอง 4 พันธุ์ของซีพีแรม
Economic เปิดปม ‘กะเพราแก้วจุรี’ ไบโอไทยตั้งคำถามทุนวิจัย ม.เกษตรฯ-สิทธิคุ้มครอง 4 พันธุ์ของซีพีแรม
นายกฯ ย้ำเตรียมป้องกัน ’น้ำท่วมใต้’ เต็มที่ หลังหาดใหญ่หวั่นซ้ำรอย
Politics นายกฯ ย้ำเตรียมป้องกัน ’น้ำท่วมใต้’ เต็มที่ หลังหาดใหญ่หวั่นซ้ำรอย
น้ำมันพุ่งอีกรอบ! กบน.ขึ้นดีเซล B7-แก๊สโซฮอล์ 91/95-เบนซิน 60 สต./ลิตร มีผล 21 ต.ค.
Economic น้ำมันพุ่งอีกรอบ! กบน.ขึ้นดีเซล B7-แก๊สโซฮอล์ 91/95-เบนซิน 60 สต./ลิตร มีผล 21 ต.ค.
อนุทิน แจงยิบคิวแน่นพร้อมศึกซักฟอก 4 วัน แทงกั๊กรวม ‘กล้าธรรม‘ บอกขอทีละขั้น
Politics อนุทิน แจงยิบคิวแน่นพร้อมศึกซักฟอก 4 วัน แทงกั๊กรวม ‘กล้าธรรม‘ บอกขอทีละขั้น
ฮอนด้า เปิดตัว Honda Dax สีใหม่ ORANGINAL ราคา 84,900 บาท
Automotive ฮอนด้า เปิดตัว Honda Dax สีใหม่ ORANGINAL ราคา 84,900 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ADVANC ประกาศเข้าลงทุน ‘SHEN’ บริษัทโฮลดิ้งในสิงคโปร์ ถือหุ้น 49% มูลค่า 1,463 ล้าน
Finance ADVANC ประกาศเข้าลงทุน ‘SHEN’ บริษัทโฮลดิ้งในสิงคโปร์ ถือหุ้น 49% มูลค่า 1,463 ล้าน
ราคาน้ำมันดิบปรับลด ตลาดจับตาผลหารือไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด ตลาดจับตาผลหารือไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
บีบยักษ์ค้าปลีกจ่ายเงิน SMEs เร็วขึ้น
Economic บีบยักษ์ค้าปลีกจ่ายเงิน SMEs เร็วขึ้น
ดูทั้งหมด

โรงพยาบาลธงฟ้า คือแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ? (2)

27 ก.ค. 2562 | 09:59น.
คอลัมน์ Healthy Aging

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการมองเรื่องการรักษาพยาบาลในมุมของเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสรุปความได้ดังนี้

1.ประเด็นหลักคือความกังวลว่าเมื่อแก่ตัวไปแล้วจะต้องเป็นโรคร้ายโรคใดโรคหนึ่ง (โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม ฯลฯ) กล่าวคือ ปัญหาหลักคือ ความไม่แน่นอน (uncertainty) และความจำเป็นที่จะต้องปิดความเสี่ยงตรงนี้

2.โดยปกติเมื่อมีความไม่แน่นอน และเสี่ยงที่จะเกิดภัยอันตราย “ตลาด” เพื่อการลดความเสี่ยงดังกล่าวก็จะเกิดขึ้น คือ การประกันสุขภาพ แต่เนื่องจากเรื่องรักษาพยาบาลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ (เพราะมีชีวิตเป็นเดิมพัน) จึงทำให้มีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองให้เกิด “30 บาทรักษาทุกโรค” และการปกป้องระบบรักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 15-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากกลุ่ม baby boomer ของไทย(เกิดประมาณ 1960-1980) จะแก่ตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนผู้สูงอายุ (60 ปี หรือมากกว่านั้น) จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 12.3 ล้านคน ในปัจจุบันไปเป็น 21.3 ล้านคน ในปี 2040

3.ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นสูงมากในอนาคต โดยทีดีอาร์ไอเคยประเมินเมื่อปี 2018 ว่า ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของไทยจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี ใน 15 ปีข้างหน้า เพราะค่ารักษาพยาบาลผู้สูงอายุที่เป็นโรค ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ (ดังที่ผมกล่าวถึงในข้อ 1) ผมไปตรวจสอบข้อมูลของสหรัฐพบว่า ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปี หรือมากกว่านั้น) มีสัดส่วนเท่ากับ 16% ของประชากรทั้งหมด แต่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเท่ากับ 36% ของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด ในการคำนวณของผมนั้น ในปี 2040 สัดส่วนผู้สูงอายุของไทย จะมีประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด

4.นอกจากแรงขับเคลื่อนทางการเมืองดังที่กล่าวในข้อ 2 แล้ว กลไกตลาดในเรื่องของการประกันสุขภาพและให้บริการรักษาพยาบาลก็ยังอาจเกิดข้อบกพร่องได้อีก 4 ประการ ที่สำคัญ ที่ทำให้ควบคุมค่ารักษาพยาบาลได้ยาก คือ

4.1 คนที่จะซื้อประกันจากบริษัทประกันสุขภาพจะเป็นคนที่เสี่ยงจะเป็นโรคร้าย (คนแก่) คนที่สุขภาพดี (คนหนุ่ม-สาว) จะยังไม่ยอมทำประกันภัย ทำให้ค่าประกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบริษัทประกันภัยกระจายความเสี่ยงไม่ได้ (ภาษาวิชาการเรียกว่า adverse selection)

4.2 คนที่มีประกันสุขภาพไปแล้ว ก็อาจไม่คิดว่าจะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ และหากเจ็บป่วยเล็กน้อยก็จะพยายามใช้บริการทางการแพทย์ให้ “คุ้มค่า” (ตรงนี้เรียกว่า moral hazard)

4.3 แพทย์และโรงพยาบาล (ผู้ขายบริการ) รู้ถึงความต้องการของผู้บริโภค (คนไข้หรือผู้ซื้อบริการ) มากกว่าตัวของผู้บริโภคเอง ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าจะมีการขายบริการด้านรักษาพยาบาลให้มากเอาไว้ก่อน

4.4 วิวัฒนาการด้านการรักษาพยาบาลที่ผ่านมาจะเพิ่มค่าใช้จ่าย เพราะเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนในการตรวจ แนวทางปฏิบัติที่ให้ผู้ป่วยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ 2-3 ราย และทางเลือกในการรักษาที่มีให้เลือกมากขึ้น

หากเราประเมินปัญหาการรักษาพยาบาลบนพื้นฐานของสมมุติฐานดังกล่าวข้างต้นก็จะนำไปสู่ข้อสรุปว่า ภาครัฐจะต้องทุ่มเททรัพยากรไปสู่ภาคส่วนนี้อย่างมหาศาลในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า เพื่อให้มีหมอ พยาบาล ยา และโรงพยาบาลที่เพียงพอ นอกจากนั้นก็จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมและจัดสรรการบริการในด้านนี้ จึงเป็นที่มาของการนำเสนอความคิดเกี่ยวกับโรงพยาบาลธงฟ้า คือ การที่ภาครัฐเข้ามามีส่วนในการแทรกแซงกลไกตลาด เพราะกลไกตลาดถูกบิดเบือนจากความไม่แน่นอนดังกล่าวข้างต้น

รักษาสุขภาพไม่ใช่รักษาโรค

การวิเคราะห์ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ปัญหาพื้นฐานคือ เราจะเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้เมื่อสูงวัย แต่น่าจะต้องเป็นโรคใดโรคหนึ่งแน่นอน (โอกาสที่จะไม่เป็นโรคอะไรเลยแทบจะไม่มี) และในเมื่อเราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนดังกล่าวข้างต้น และความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตัวของเราอย่างมาก เราจึงจะต้อง hope for the best but pain for the worst (หวังในเชิงบวก แต่ทำแผนเพื่อรองรับภัยอันตรายสูงสุดที่อาจเกิดขึ้น)

ดังนั้น ในส่วนของตัวเราเองจึงต้องสนับสนุน 30 บาท รักษาทุกโรค โรงพยาบาลธงฟ้า และซื้อประกันสุขภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่แนวคิดดังกล่าวนั้นคือการเตรียมตัวรักษาโรค ซึ่งแตกต่างจากการรักษาสุขภาพ คือการดำเนินชีวิต เพื่อมิให้เจ็บป่วย กล่าวคือ เชื่อมั่นว่าจะสามารถเกิด แก่ แล้วตายโดยไม่ต้องเจ็บไข้ หรือหากจะเจ็บไข้ก็สามารถวางแผนและปรับการดำเนินชีวิตเพื่อให้เจ็บไข้ในเวลาอันสั้น และไม่มีค่าใช้จ่ายมาก ก่อนการเสียชีวิต (compressed morbidity)

แนวคิดเช่นนี้อาจมองว่าเป็นแนวคิดแบบ “โลกสวย” มากเกินจริง เพราะสถิติที่ผมค้นพบมานั้นปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุผู้ชายจะใช้ชีวิตที่มีลักษณะเจ็บป่วย หรือสุขภาพไม่สมบูรณ์ ประมาณ 10-15 ปี ในบั้นปลายของชีวิต และสำหรับผู้หญิงนั้นจะมากกว่า คือ 13-19 ปี ในบั้นปลายของชีวิต นอกจากนั้นจากสถิติพบว่า ส่วนนี้ของชีวิต (morbidity) นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของอายุคาดเฉลี่ย กลายเป็นว่า ความไม่แน่นอนว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยกลับดูเหมือนว่า มีความแน่นอนมากกว่า ว่าจะป่วยมากกว่าไม่ป่วย และจะป่วยเป็นเวลาที่ยาวนานอีกด้วย

– การเพิ่มโอกาสให้สุขภาพดี และลดความเสี่ยงที่จะไม่เจ็บไข้และเป็นโรค แต่ที่จริงแล้ว ปัจจุบันมีข้อมูลความรู้มากมายที่จะทำให้ความไม่แน่นอน(ว่าเราเสี่ยงจะเป็นโรคร้ายอะไรในตอนแก่) ลดลงได้อย่างมาก ผมได้นำเอาข้อมูลจาก National Institute of Health (NIH) ของสหรัฐ มาดูสถิติการตายและพบว่า สาเหตุการตายที่สำคัญ คือ

1.เป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบตัน คิดเป็นสัดส่วน 29% ของการตายทั้งหมด

2.เป็นโรคมะเร็ง คิดเป็นสัดส่วน 23% ของการตายทั้งหมด

3.เป็นโรคที่เกี่ยวกับปอด (ส่วนใหญ่คือการสูบบุหรี่) คิดเป็นสัดส่วนอีก 6% ของการตายทั้งหมด

รวมทั้งสิ้น สาเหตุการตายดังกล่าวข้างต้นคิดเป็นสัดส่วน 58% ของการตายก่อนวัยอันควรทั้งหมด ดังนั้น หากเราสามารถลดความเสี่ยงเกี่ยวกับ 4 โรคร้ายดังกล่าวได้ ก็แปลว่า เราลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย และการมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราจะขจัดความไม่แน่นอนไม่ได้เลย

เรื่องการดูแลสุขภาพของตัวเองนั้น เรามักจะทำอย่างตามมีตามเกิด ไม่ทำอย่างมืออาชีพ บางคน (รวมทั้งตัวผมเองด้วยในอดีต) จะมีความรู้ในบางเรื่อง (เช่น เรื่องรถยนต์และเครื่องเสียง) มากกว่ารู้จักร่างกายของตัวเอง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญคือ หมอ พยาบาล และเภสัชกร เป็นผู้ดูแลสุขภาพของผม และมักจะชอบไปฟังคนอื่นเล่าว่า “กินอะไรแล้วสุขภาพดี” ก็จะกินไปตามนั้น และคาดหวังว่า หากเป็นคนดีก็จะมีบุญตอบสนอง ทำให้สุขภาพดีตามไปด้วย

แต่ปัจจุบันนี้ มีข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ คือการดำเนินชีวิตให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอยู่อย่างแพร่หลายสามารถแสวงหาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพียงแต่ต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับร่างกายของตัวเองว่ามีกลไกทำงานอย่างไร ซึ่งผมจะขอสรุปในทรรศนะของประชาชนคนธรรมดาที่พยายามศึกษาเชิงวิเคราะห์ (แบบนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่ในเชิงของการแพทย์) ดังนี้

1.ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีเลือด (blood) และเส้นเลือดเป็นปัจจัยพื้นฐาน กล่าวคือ หากเลือดดี และเส้นเลือดดี สุขภาพก็จะดีเกือบจะไม่เป็นโรคอะไร และร่างกายจะยังแข็งแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เลือดแดงคือ เลือดที่มีออกซิเจนและอาหารที่เซลล์นำไปใช้ประโยชน์จนเสื่อมคุณภาพกลายเป็นเลือดดำ ซึ่งจะต้องถูกนำไปให้ปอดฟอกให้กลับเป็นเลือดแดงโดยเครื่องปั๊มหลักคือหัวใจ

2.หากเส้นเลือดดี แปลว่าไม่อุดตัน มีขนาดใหญ่ แข็งแรง มีความยืดหยุ่น และกระจายไปทั่วร่างกาย ทั้งเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย ก็หมายความว่า กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายก็จะต้องแข็งแรงอยู่ในสภาพดีตามไปด้วย ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่กล้ามเนื้อที่แขนหรือขาเท่านั้น แต่หมายถึงกล้ามเนื้อที่หัวใจ คือ หัวใจก็แข็งแรงด้วย และจะรวมถึงอวัยวะทุกอวัยวะของร่างกายอีกด้วย

3.ดังนั้น สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการมีสุขภาพดี คือการออกกำลังกาย ไม่ใช่ให้แขนขาแข็งแรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่ออกกำลังกายให้ระบบสูบฉีดเลือดของร่างกาย (cardio vascular system) ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อระบบสูบฉีดและเส้นเลือดอยู่ในสภาพดี ก็ตัดความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองตีบตันออกไปได้เลย แต่ที่สำคัญคือ เมื่อระบบสูบฉีดและเส้นเลือดมีความแข็งแรง ก็จะต้องทำให้สมองแข็งแรงตามไปด้วย เพราะสมองนั้นแม้จะมีสัดส่วนเพียง 3-4% ของร่างกายในเชิงของน้ำหนัก แต่ใช้พลังงาน (ที่ต้องอาศัยเลือด) ประมาณ 20% ของพลังงานของร่างกายทั้งหมด

4.จะเห็นได้ว่าประเด็นหลัก คือ การออกกำลังกายทำให้ระบบเส้นเลือดของร่างกายแข็งแรง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือหายใจแรง) ไม่ใช่การแนะนำว่าควรจะกินอะไรดี ซึ่งจากงานวิจัยต่าง ๆ นั้นกลับพบว่า การ “ไม่กิน” หรือ “กินให้น้อย” เป็นประโยชน์มากกว่า เพราะการอดอาหารประเภทที่ให้พลังงาน (caloric restriction) จะทำให้เซลล์กลืนกินตัวเอง(autophagy) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์จะซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง โดยการกลืนกินของเสียในเซลล์ (recycle) ทำให้เซลล์อ่อนวัยและแข็งแรงมากขึ้น

ปัจจุบันการอดอาหารแบบ intermittent fasting (อดอาหารสัปดาห์ละ 2 วัน) หรือ time restricted feeding (กินอาหารเพียง 8-10 ชั่วโมงต่อวัน) จึงแพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นผมจึงเสนอให้ท่านที่อยากปรับปรุงสุขภาพของตัวเอง ยอมไม่กินอาหารเย็น และเอาเวลา 1 ชั่วโมงดังกล่าวไปออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง และขอให้เลิกการกินอาหารในยามดึกตลอดไป

5.การลดความเสี่ยงในส่วนอื่น คือการป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน ซึ่งหากออกกำลังกายและไม่กินข้าวเย็น น้ำหนักและน้ำตาลในเลือดก็น่าจะลดลงได้อย่างรวดเร็ว แต่หากยังต้องกินยา Metformin ก็น่าจะไม่เป็นอะไร เพราะเป็นยาที่ราคาถูก (เม็ดละ 3 บาท) และมีงานวิจัยพบว่าการกิน Metformin อาจมีผลข้างเคียงในการทำให้อายุยืนมากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญคือ โรคเบาหวานนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม โดยนักวิชาการบางคนกล่าวถึงโรคอัลไซเมอร์ว่า เป็น type 3 diabetes หรือโรคเบาหวานประเภท 3 ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่เป็นเบาหวานประเภท 2 (แปลงว่าเป็นเบาหวานเพราะความอ้วน)

6.การออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง และรักษาน้ำหนักตัว และระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไปนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งพร้อมกันไปด้วย ทั้งนี้ หากลดการกินเนื้อสัตว์ และการกินอาหารที่ใช้สารถนอมอาหารได้ ก็จะลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ได้ เป็นต้น

แต่ปัจจัยเสี่ยงสูงสุด คือ การสูบบุหรี่ ซึ่งนอกจากจะทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองแล้ว ก็ยังจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในปอด และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายอีกด้วย สำหรับโรคมะเร็งนั้น ดังที่ทราบกันแล้วว่า ควรจะไปตรวจร่างกายในส่วนที่มีความเสี่ยง เช่น การ X-ray ปอด และสำหรับผู้ชาย ตรวจเลือดเพื่อดูระดับ PSA (มะเร็งในต่อมลูกหมาก) และผู้หญิง ตรวจมะเร็งที่เต้านมและอื่น ๆ ดังที่น่าจะได้ทำกันเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่าเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรคนั้น น่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการซื้อประกันสุขภาพและรณรงค์เพื่อขยาย”30 บาทรักษาทุกโรค” และโรงพยาบาลธงฟ้าอย่างมาก ส่วนตัวแล้ว ผมอยากจะไม่เป็นเลยสักโรค และไปโรงพยาบาลก็เพียงเพื่อตรวจร่างกายประจำปีเท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยที่มีอยู่หลากหลายนั้น ผมมั่นใจว่าจะสามารถทำให้ Die young at a very old age ได้อย่างแน่นอน ซึ่งการรักษาสุขภาพนั้น ผมขอแนะนำว่ามีตัวชี้วัดที่สำคัญเพียง 2 ตัวหลัก คือ

1.ท่านผู้อ่านควรออกกำลังกายแบบหายใจเร็ว (หัวใจเต้นเร็ว 120-130 ครั้งต่อนาที) สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง

2.เอวของท่านจะต้องลดลงให้เหลือครึ่งหนึ่งของความสูงของท่าน (อย่าเกิน 50% ของความสูง และอย่าต่ำกว่า 40% ของความสูง)

หากทำได้ตาม 2 ข้อข้างต้นนั้น ผมเชื่อว่าจะมีความเป็นไปได้สูงว่าท่านจะสุขภาพดี และหลีกเลี่ยงโรคร้ายได้เกือบทั้งหมด ไม่เจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลก็จะเป็นค่าตรวจร่างกายประจำปี ทำให้ไม่สนใจว่าจะมีโรงพยาบาลธงฟ้าหรือไม่ครับ

คลิกอ่านที่นี่..โรงพยาบาลธงฟ้า คือแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง (1) โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ