ประชารัฐสวัสดิการแบบถูกฝาถูกตัว
คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์
โดย พงศ์นคร โภชากรณ์
สวัสดิการและนโยบายแก้ปัญหาความยากจน แม้จะเป็นคนละเรื่องคนละหลักการ แต่อยู่บนเหรียญเดียวกันแยกจากกันไม่ออก
สวัสดิการอาจจะมีฐานความคิดว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น ไม่ว่ารวย จน คนพิการ ได้เหมือนกัน ส่วนนโยบายการแก้ปัญหาความยากจนจะมีฐานความคิดว่า คนจนหรือผู้มีรายได้น้อยเท่านั้นจึงจะอยู่ในข่ายการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ คนรวยไม่สมควรได้ เช่น เบี้ยเด็กแรกเกิด เงินช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ซึ่งผมจะเรียกสวัสดิการแบบแรกว่า “สวัสดิการแบบถ้วนหน้า” ส่วนนโยบายการแก้ปัญหาความยากจน ผมจะเรียกว่า “สวัสดิการแบบถูกฝาถูกตัว”
แต่ถ้าเรามองใหม่โดยเอาคนจนเป็นตัวตั้ง จะพบว่าทั้งสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและแบบถูกฝาถูกตัว จะเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันจึงจะช่วยคนจนได้อย่างยั่งยืน เช่น ยายการะเกด อายุ 75 ปี เป็นคนพิการ อยู่กับบ้านไม่มีงานทำ ได้รับเงินเลี้ยงดูจากลูกเดือนละ 2,000 บาท กรณีนี้ยายการะเกดสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ฟรี และได้รับทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 700 บาท เบี้ยคนพิการ 800 บาท และได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ค่าซื้อสินค้าจำเป็น ค่าโดยสาร ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าเดินทางไปตรวจสุขภาพ เป็นต้น จะเห็นว่าการแก้ปัญหาความยากจนให้ยายการะเกด รัฐบาลต้องใช้ทั้งสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและแบบเจาะจงไปพร้อม ๆ กัน

รูปแบบของสวัสดิการในความคิดของผมสามารถแบ่งได้ 5 รูปแบบ ดังนี้
1.สวัสดิการแบบถ้วนหน้า (universal) ที่รู้จักกันดีคือ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งคนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้ทุกคนเมื่ออายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดในอัตราขั้นบันได 600-1,000 บาทต่อเดือน เบี้ยคนพิการได้คนละ 800 บาทต่อเดือน
2.สวัสดิการที่อิงกับรายได้ขั้นพื้นฐาน (universal basic income) ที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นเบี้ยเด็กแรกเกิด ซึ่งระบุไว้ว่าต้องเป็นลูกของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ยากจนเท่านั้น เดิมให้แค่ 0-3 ปี และมีอัตราเพียง 300 บาทต่อเดือน ต่อมาได้ขยายช่วงอายุเป็น 0-6 ปี และขยายวงเงินเป็นคนละ 600 บาทต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น
3.สวัสดิการแบบเจาะจง (targeted) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ไม่ได้ช่วยทั้งหมด ในพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2562 จะเรียกว่า “ประชารัฐสวัสดิการ” โดยมีคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ มีโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือและฐานข้อมูลในการดำเนินการ และมีกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเป็นแหล่งเงินในการดำเนินนโยบาย
4.สวัสดิการแบบมีเงื่อนไข (conditional cash transfer) เป็นสวัสดิการในรูปแบบที่ให้กระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด “ตามเงื่อนไขที่กำหนด” ก่อน ถึงจะได้รับสวัสดิการนั้นตามมา เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ให้ผู้ถือบัตรใช้ในวงเงินที่กำหนด จ่ายเสร็จ รับเงินคืนเข้าบัตรเท่ากับที่จ่ายไปจริงในเดือนถัดไป อีกตัวอย่างคือเบี้ยคนขยันที่ให้คนไปฝึกพัฒนาอาชีพแล้วมีเงินให้ รูปแบบนี้ช่วยให้เกิดความคุ้มค่าของงบประมาณ และตรงเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการมากที่สุด
5.สวัสดิการแบบที่ออกแบบได้ตามความเหมาะสม (tailor-made) เป็นกรณีสุดโต่งของสวัสดิการที่จัดสรรให้เหมาะกับพื้นที่และกลุ่มคนเป้าหมาย เช่น คนจนในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และแม่ฮ่องสอน แม้มีรายได้เท่ากัน แต่อยู่คนละจังหวัด ทำให้ค่าครองชีพแตกต่างกัน โอกาสในการหางานทำแตกต่างกัน โครงสร้างพื้นฐานในชนบทแตกต่างกัน การเข้าถึงสาธารณสุขและการศึกษามีความแตกต่างกัน นโยบายที่ใช้ควรจะแตกต่างกันและทำผ่านกลไกในพื้นที่ จึงจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด เกาได้ถูกที่คัน
ดังนั้นในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าสวัสดิการแบบถ้วนหน้า (1+2) ควรใช้เพื่อทำให้สิทธิพื้นฐานทางสังคมเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษาอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่วนสวัสดิการแบบถูกฝาถูกตัว (3+4+5) ควรใช้เพื่อทำให้คนที่ลำบากกว่ามีโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การบรรเทาภาระค่าครองชีพ การพัฒนาอาชีพ และการยกระดับรายได้ ซึ่งเป็นการช่วยตามความจำเป็นเฉพาะกลุ่ม
จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เข้าไปแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงบุคคลเป้าหมายที่มีความแตกต่างกันให้เกิดมีประสิทธิภาพสูงสุด