ในร้ายมีดี “ไทยฮั้ว” โตสวนคู่แข่ง รับอานิสงส์บ.ล้อยางจีนหนีทรัมป์เข้าไทย
“ไทยฮั้วฯ” รับอานิสงส์คู่แข่งบริษัทยางปิดตัว-โรงงานล้อยางจีนย้ายฐานมาไทย ดันยอดขายปี”62 โตทะลุ 10% สวนทางตลาดส่งออกซบเซา คาดเทรนด์ส่งออกยางพาราไทยปี”63 ราคามีแนวโน้มดีขึ้นจากภัยแล้ง-ใบร่วงทุนซัพพลายลด ดีมานด์โรงงานยางล้อจีนเพิ่มทะลุ 2 แสนตัน มั่นใจรัฐไม่ต้องจ่ายชดเชยแล้ว
จากผลพวงภาวะเศรษฐกิจโลก และอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกยางพาราของไทยในช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค.) 2562 ยังคงติดลบ 9% โดยไทยส่งออกได้เพียง 2.64 ล้านตัน มูลค่า 3,516 ล้านเหรียญ ผู้ส่งออกยางบางรายหยุดการผลิต บางรายลดจำนวนพนักงาน ขณะที่ “บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน)” กลับมีผลประกอบการไปในทิศทางที่ดีขึ้นสวนทางกับภาพรวมตลาดขาลง โดยยังคงครองอันดับผู้ส่งออกยางพาราสูงสุดอันดับ 4 ซึ่งหากอยู่ในวงการยางจะรับรู้กันดีว่าก่อนหน้านี้ไทยฮั้วฯได้ควบรวมกิจการกับ “กว๋างเขิ่น รับเบอร์” กลุ่มทุนจีนมานานกว่า 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี 2559 ทำให้จำนวนโรงงานเพิ่มขึ้นจาก 17 โรงงาน เป็น 22 โรงงาน
ล่าสุดนายหลักชัย กิตติพล กรรมการ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการดำเนินงานของไทยฮั้วฯช่วง 10 เดือนแรกปีนี้ มียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เนื่องจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยางบางส่วนหยุดกิจการไปและบางส่วนก็ลดกำลังการผลิตลง ส่งผลดีทำให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากขึ้น คาดว่าทั้งปีนี้ยอดขายคงเพิ่ม 15% หรือมากกว่านั้น โดยปัจจุบันไทยฮั้วฯมีสัดส่วนตลาดส่งออก 90% และตลาดในประเทศ 10% กลยุทธ์สำคัญคือเราพยายามจะเพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศมากขึ้น เพราะมีออร์เดอร์ที่จะขายให้โรงงานยางล้อของจีนต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
“ลูกค้าที่เป็นบริษัทยางในนิคมใช้วัตถุดิบมากขึ้น แม้ว่าจะมีเทรดวอร์แต่คาดว่าปีหน้าจะใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของน้ำยางและยางแผ่นจาก 1.5 แสนตัน เป็น 2 แสนตัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 3 แสนตันในปี 2564 และเพิ่มทุกปี เช่น ผู้ผลิตบางรายใช้กำลังการผลิตปีนี้ยังไม่ถึง 50% แต่คาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 80-100% เพื่อส่งออกไปทั่วโลกทั้งอาเซียน รวมถึงสหรัฐด้วย”
สำหรับแผนการลงทุนของไทยฮั้วฯนั้น นายหลักชัยกล่าวว่า ขณะนี้กำลังเจรจาเรื่องการเตรียมที่ดินสำหรับขยายการลงทุนโรงงานยางแท่งเพิ่ม 2 โรงงานในพื้นที่ภาคเหนือกับอีสาน เบื้องต้นวางงบประมาณการลงทุนโรงละ 500 ล้านบาท คาดว่าจะสรุปและเริ่มดำเนินการก่อสร้างปี 2563 และเปิดดำเนินการได้ประมาณปี 2564
ส่วนในปี 2563 มีกำหนดจะเปิดเดินเครื่องโรงงานยางแท่งที่ จ.ยโสธรแห่งใหม่ที่ลงทุนด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาทในช่วงกลางปีหน้า และยังมีโรงงานยางแท่งที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว ลงทุน 200 ล้านบาท จะเสร็จกลางปีหน้า จะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังเวียดนามเป็นหลัก เพราะที่นั่นมีความต้องการกำลังการผลิต 20,000-25,000 ตัน เริ่มเดินเครื่อง มิ.ย. 63 เช่นกัน ทั้งนี้ หากรวมโรงงานทั้งหมดแล้วบริษัทจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 1 ล้านตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากสถานการณ์ราคาน้ำยางลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทไม่มีการขยายการลงทุนส่วนธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางที่ลาว กัมพูชา และไทย
“ตอนนี้สวนยางขาดทุนเลยไม่ได้เพิ่มการลงทุนในส่วนนี้ หากถามถึงโครงการประกันรายได้ทางเราไม่ได้ประกันรายได้ เพราะเราเป็นชาวไร่ขนาดใหญ่เกิน 25 ไร่ แต่เราประเมินว่าการประกันรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนคงไม่ต้องจ่ายชดเชยเพิ่มแล้ว เพราะแนวโน้มราคาจะขยับขึ้น เท่าที่ทราบตอนนี้ทำไปถึงเดือนมีนาคมแล้ว แต่คิดว่าปีหน้าราคาน่าจะปรับตัวดีขึ้น เพราะผลจากรองนายกฯ (จุรินทร์) เดินทางไปเจรจาขายยางในประเทศต่าง ๆ มากขึ้น แต่หลังจากนี้ต้องระวังว่าจะต้องมียางส่งมอบ”
สำหรับภาพรวมการส่งออกยางพาราของไทยในช่วง 10 เดือน ปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าบาทไทยแข็งค่าขึ้นกว่าคู่แข่ง แต่อีกด้านหนึ่งจะเห็นภาพว่า แม้ว่าการส่งออกลดลง แต่สัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นตามความต้องการของโรงงานยางล้อจากจีนที่ขยายเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศหลายโรง ทำให้คาดว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้ยางถึง 1.5 แสนตัน
“ปีนี้ไทยจะส่งออกลดลง 14% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า 10% เพราะหันมาขายในประเทศมากขึ้น แต่ในด้านมูลค่าจะปรับสูงขึ้นจากปีนี้ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาส่งออกในรูปเงินดอลลาร์มีแนวโน้มสูงขึ้นจากปีนี้ ผมมองว่าบาทคงจะไม่แข็งค่าไปกว่านี้แล้วในปีหน้า เพราะหากแข็งกว่านี้คงจะเจ๊งหมด และผลผลิตลดลงส่วนหนึ่งจากที่ได้รับความเสียหายจากโรคใบร่วงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จึงมีปริมาณลดลงแต่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น”
รายงานข้อมูลจาก www.matchlink.asia ระบุว่า บริษัท ไทยฮั้วยางพารา ก่อตั้งมานาน 23 ปี นับตั้งแต่ 23 สิงหาคม 2539 ปัจจุบันกรรมการประกอบด้วย นายหลักชัย กิตติพล, นายกฤตยา กิตติพล, พล.ต.ต.วีรพงษ์ ชื่นภักดี, นายหลี่ จื้อหวิน, นายเฉิน หมิง, นายว่าน ต้าชวน และนายจาง เติงหย่ง มีทุนจดทะเบียน 6,900 ล้านบาท รวมรายได้ปี 2561 มีมูลค่า 19,400 ล้านบาท ลดลง 8% จากปี 2560 แต่มีกำไรสุทธิ 539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 260% จากปี 2560 ที่ขาดทุน 336 ล้านบาท