ค่าเงินบาท ‘ตัวป่วน’ แห่งปีหนู ธุรกิจระงม!เสี่ยงทุบสถิติแข็งค่ารอบใหม่
ปลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแสดงอิทธิฤทธิ์ในวันทำการสุดท้ายก่อนสิ้นปี (30 ธ.ค. 2562) ทำสถิติแข็งค่าหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ไปอยู่ที่ 29.96 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่ามากถึง 7.6% ขณะที่ปี 2563 แม้ว่าเปิดทำการวันแรก (2 ม.ค.) ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปที่ 30.18 บาทต่อดอลลาร์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณว่าจะเข้า “ดูแลอย่างใกล้ชิด” แต่หลายฝ่ายก็ยังอดกังวลไม่ได้ เพราะแนวโน้มค่าเงินบาทปีนี้จะยังคงผันผวนหนัก และสร้างความยากลำบากในการทำธุรกิจมากขึ้นไปอีก
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า รัฐบาลมีการหารือร่วมกับ ธปท.มาตลอดถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยล่าสุดได้เห็นชอบตั้งคณะกรรมการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินร่วมกัน ที่มีกรรมการทั้งจากกระทรวงการคลัง ธปท. และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้พิจารณามาตรการเสริมเพื่อแก้ปัญหาเพิ่มเติมด้วย
3 ปัจจัยกดดัน “ค่าเงินบาท” ปี’63
ดร.จิตติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดทุนสายงานธุรกิจตลาดเงินทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2563 มีโอกาสแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า โดยในช่วงครึ่งปีแรกมองกรอบค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.50-30.50 บาทต่อดอลลาร์ จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1.นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยตามก็อาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก
2.การเลือกตั้งสหรัฐ เนื่องจากนโยบายจาก 2 พรรคการเมืองมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งจะสร้างความผันผวนทำให้นักลงทุนสหรัฐโยกการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น ยุโรป รวมถึงเอเชีย
3.เศรษฐกิจในประเทศไทยยังไม่ค่อยดี ตัวเลขการนำเข้าลดลงค่อนข้างมาก ขณะที่การส่งออกฟื้นตัวเป็นบวกอ่อน ๆ ยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่า
ส่วนครึ่งปีหลังมองกรอบค่าเงินบาทอยู่ที่ 28.50-30.50 บาทต่อดอลลาร์ ภายใต้สมมุติฐานว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงลึก ทำให้จะเห็นสกุลเงินบาทและเอเชียแข็งค่าขึ้น โดยสกุลเงินบาทจะเห็นการแข็งค่าขึ้นราว 2 บาท โดยค่าเงินบาทที่หลุด 30 บาทต่อดอลลาร์เมื่อช่วงสิ้นปี เป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 6-7 ปี แต่ยังไม่ใช่การแข็งค่าที่สุด เพราะยังมีโอกาสแข็งค่ากว่านี้ อาจจะทำสถิติใหม่ในรอบ 8 ปี 9 ปี หรือ 10 ปีก็ได้
เงินบาทเดินหน้า “แข็งค่าต่อ”
ด้านนางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยกลุ่มงานวิจัยศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกธนาคารกสิกรไทยมองกรอบค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.75-30.50 บาทต่อดอลลาร์ มีโอกาสแข็งค่าหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ได้อีก หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณอ่อนแอซึ่งทำให้เฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของเงินบาทโดยเฉพาะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงทั้งปี คาดเกินดุลอยู่ที่ 3.31 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทแข็งค่า
“ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอน ทั้งสงครามการค้าที่ยังมีเฟสต่อ ๆ ไปอีก ส่งผลให้นักลงทุนยังมองเงินบาทเป็นสกุลเงินปลอดภัย เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บาทมีโอกาสแข็งค่าต่อได้”
สอดคล้องกับนายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2563 จะยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอยู่ต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่น้อยลงจากปี 2562 โดยมองว่า ณ สิ้นปี 2563 ค่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบ 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากประเทศไทยยังเผชิญปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด ยังคงเกินดุลในระดับสูง ขณะที่ความต้องการไปลงทุนต่างประเทศยังต่ำ อีกทั้งดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสปรับตัวอ่อนค่าลงได้เล็กน้อย
อย่างไรก็ดี ปัจจัยหนุนที่ช่วยให้เงินบาทไม่แข็งค่าขึ้นเร็วมากเท่าปี 2562 คือการลงทุนในต่างประเทศของภาคธุรกิจไทยมีแนวโน้มปรับดีขึ้น การขายทำกำไรทองคำมีแนวโน้มลดลง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐที่อาจกว้างขึ้น
“ทีเอ็มบี” มองสวน “ฟันด์โฟลว์ไหลออก”
ขณะที่ นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี มองสวนว่า ค่าเงินบาทปีนี้อาจมีทิศทางอ่อนค่าได้ โดยสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เป็นผลมาจากเศรษฐกิจประเทศหลัก ๆ เริ่มฟื้นตัว และบางประเทศดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นทำให้มีเงินไหลออกจากไทย โดยเฉพาะเงินร้อนที่เข้ามาพักในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ซึ่งปี 2562 มีเงินไหลออกในตลาดหุ้น 4.5 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตร 1.3 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเห็นเงินทุนไหลออกมากกว่าปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ หากดูปัจจัยบรรยากาศการลงทุน นักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่ได้มองไทยในสถานะหลุมหลบภัย (safe haven) เช่นเดิมแล้ว ซึ่งสถานการณ์ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาวิ่งได้ 2 ทาง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัว มีการลงทุนตามแผนที่วางไว้ จะเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทอ่อนค่าได้อีกทางหนึ่ง โดยทีเอ็มบีมองว่าในครึ่งปีแรกค่าเงินบาทจะอยู่ระดับ 30.50-30.80 บาทต่อดอลลาร์ แต่จะเห็นการอ่อนค่าชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง
เช่นเดียวกับนายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส มองว่า แนวโน้มปีนี้ค่าเงินบาทจะชะลอการแข็งค่าลง น่าจะอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลและ ธปท.จะมีมาตรการมาพยุงเงินบาทให้เคลื่อนไหวเหนือ 30 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก รวมทั้งการที่เฟดส่งสัญญาณชัดว่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้จะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มจะไม่อ่อนค่าลง
รัฐ-เอกชนประชุมติดตามตัวเลขส่งออก
ด้าน นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ยอมรับว่า ก็มีความกังวลว่าเงินบาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อการส่งออกโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด อีกทั้งภาคเกษตรไม่มีการนำเข้ามาชดเชยเหมือนภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ภาครัฐอาจจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่ง สนค.อยู่ระหว่างทำแผนส่งออกใน 18 ตลาดเป้าหมายในปี 2563 เสนอ รมต.พาณิชย์ รวมถึงทำแผนสินค้าเป้าหมายที่จะขยายการส่งออก เช่น ยางพารา เนื่องจากความต้องการในโลกยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะตลาดจีนและประเทศเพื่อนบ้าน และสินค้าอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น อาหาร ไก่สด เครื่องสำอาง เครื่องดื่มอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีโอกาสและยังทำตลาดได้ดี
โดย สนค.เตรียมเชิญคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ประชุมช่วงกลาง ม.ค. 2563 นี้ เพื่อติดตามภาพรวมการส่งออก รวมไปถึงการค้าชายแดนและผ่านแดน พร้อมเสนอแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2563
ผู้ส่งออกวิ่งถก ธปท.ดูแลค่าเงิน
นอกจากนี้ ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้ ธปท.และหน่วยงานภาครัฐดูแลปัญหาเงินบาทแข็งค่าอย่างใกล้ชิด ไม่ให้แข็งค่าไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบุด้วยว่า หากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอีกจะยิ่งทำให้กระทบกับธุรกิจที่แย่อยู่แล้ว ที่จะต้องมีการปลดคนงาน
เพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหา
ขณะที่นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า วันที่ 10 ม.ค.นี้สภาผู้ส่งออกจะนำคณะเข้าพบ ธปท.เพื่อหารือถึงมาตรการดูแลเสถียรภาพอัตราเเลกเปลี่ยน หลังจากค่าบาทแข็งค่าหลุดกรอบ 30 บาทต่อดอลลาร์ไปเมื่อช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ เดิมสภาผู้ส่งออกคาดการณ์ส่งออกไทยปี 2563 จะขยายตัว0-1% ภายใต้สมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยน 30.50 บาทต่อดอลลาร์