งบ’63 ล่าช้า-ไวรัสโคโรน่าเขย่าตลาดทุนไทยผันผวนหนัก
หุ้นไทยปีชวดอ่วมดัชนีผันผวนหนัก โบรกฯชี้ 2 ปัจจัยหลัก “ไวรัสโคโรน่า-งบประมาณล่าช้า” ทุบมาร์เก็ตแคปหุ้นไทยหาย 1.14 ล้านล้านบาท ไตรมาส 1/63 ดัชนีมีสิทธิ์แตะ 1,480 จุด ดาหน้าหั่นคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนปีหนูไม่ถึง 1 ล้านล้าน “ทีเอ็มบี” เผยบอนด์ยีลด์ฮวบทำนิวโลว์เหตุนักลงทุน “สถาบัน-ต่างชาติ” เก็งลดดอกเบี้ย รุมซื้อบอนด์ก่อนประชุม กนง.
2 ปัจจัยลบรุมถล่มหุ้นไทย
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยปีนี้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ เพราะมี 2 เรื่องสำคัญที่ทำให้ดูสะดุด คือ 1.งบประมาณที่มีปัญหาล่าช้า และ 2.การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ที่อาจต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2563 ลง คาดว่าจะโตต่ำกว่า 2% รวมถึงปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีความเสี่ยงปรับลดลงประมาณ 5-6% แต่ยังต้องรอผลประกอบการไตรมาส 4/62 ออกมาให้ชัดเจนก่อน
“ดัชนีหุ้นที่ลงมาต่ำกว่า 1,500 จุดเมื่อต้นสัปดาห์ ถือว่าสะท้อนการระบาดของไวรัสโคโรน่าไปพอสมควรแล้ว และเชื่อว่าราคาหุ้นปัจจุบันได้ซึมซับปัจจัยการหั่นประมาณการกำไร บจ.ไปแล้วเช่นกัน”
ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบจากไวรัสโคโรน่าจะส่งผลต่อมูลค่าตลาดรวมหุ้นไทยลดลงประมาณ 1.07-1.14 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่าดัชนีหุ้นไทย 100 จุด โดยประเมินว่าไตรมาส 1/63 หุ้นไทยมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,480 จุด ขณะที่ดัชนีสิ้นปีมีโอกาสปรับเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 1,600 จุด จากเดิมให้ไว้ที่ 1,640 จุด
“ราคาหุ้นซึมซับไปพอสมควร ฉะนั้นมีโอกาสดีดกลับได้ ถ้าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายคือตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ก็น่าจะเป็นสัญญาณในเชิงบวกแล้ว รวมถึงรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นกลางเดือน ก.พ.นี้” นายอภิชาติกล่าว
นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งเป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึง ธปท.อาจจะกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ เช่น การอัดฉีดสภาพคล่อง และการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะเป็นผลดีกับราคาหุ้นในระยะถัดไป
ต่างชาติเมินหุ้นไทย
นายอภิชาติกล่าวอีกว่า ความเสี่ยงจากไวรัสโคโรน่าทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น จึงยังไม่เห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และต่างชาติยังขายสุทธิ นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่แนวโน้มอ่อนค่าในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นภายในประเทศ ได้แก่ งบประมาณ และเสถียรภาพของรัฐบาล ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ฟันด์โฟลว์ยังไม่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
“ต้องลุ้นกันในช่วงครึ่งปีหลัง หากเศรษฐกิจเริ่มเห็นทิศทางดีขึ้น สามารถควบคุมไวรัสระบาดได้ และนโยบายการเงินเอื้อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลว่าจะบริหารงานและสามารถรักษาเสถียรภาพทางด้านการเงินได้ดีหรือไม่ โดยเราคาดหวังว่าช่วงครึ่งปีหลังจะได้เห็นการปรับเครดิตเรตติ้งของประเทศขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลกลับมาได้” นายอภิชาติกล่าว
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในเดือน ก.พ. 63 ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนหลายประเด็น ทั้งความล่าช้าของงบประมาณ ความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสหรัฐตัดสิทธิ GSP รอบ 2 รวมถึงค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า ส่งผลให้ต่างชาติลังเลในการเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น
“ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่า นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติในอดีตย้อนหลัง 5 ปี คือทุก ๆ เงินบาทที่อ่อนค่าลง 1% จะส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นเฉลี่ยราว 8.5 พันล้านบาท” นายเทิดศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ เริ่มเห็นเม็ดเงินย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น จากที่ต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยกว่า 8.2 พันล้านบาทในปัจจุบัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยลดลงอยู่ที่ 1.35% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปีของไทยอยู่ที่ 1.13% ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%
หั่นปรับกำไร บจ.ปี”63
นายเทิดศักดิ์กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ส่วนประมาณการกำไร บจ.ปีนี้ก็มีความเสี่ยงจะถูกปรับลดลง จากเดิมคาดว่าทำได้ 1 ล้านล้านบาท อาจเหลือเพียง 9.68 แสนล้านบาท จากปัจจัยลบต่าง ๆ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้มีความเสี่ยงจะชะลอกว่าที่คาดว่าจะเติบโต 2.8%
นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า เดิมประเมินว่ากำไร บจ.ปีง63 จะเติบโตราว 7.5% แต่จากปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นทำให้ฝ่ายวิจัยปรับคาดการณ์กำไรลง
สอดคล้องกับนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เตรียมปรับลดประมาณการกำไร บจ.ปี”63 ระยะถัดไป แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าและฐานกำไรปี”62 ยังไม่นิ่ง โดยเบื้องต้นคาดว่าจะปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมราว 4-5% ซึ่งเดิมคาดว่ากำไร บจ.ปีนี้จะเติบโต 12%
“ต่างชาติ” ซื้อบอนด์เก็งลด ดบ.
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา บอนด์ยีลด์ลดลงค่อนข้างมาก โดยบอนด์ยีลด์ 5 ปีอยู่ที่ 1.1% ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย 15 bsp ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปีอยู่ที่ 1.28% เนื่องจากมีเงินทุนจากต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันรวมถึงแบงก์เข้ามาซื้อกันค่อนข้างมาก โดยสถาบันซื้อไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อไปรวมกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าเป็นการซื้อดักทาง เพราะคาดว่า กนง.จะลดดอกเบี้ย เนื่องจากเป็นการเข้าซื้อบอนด์ยาวอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป
“ก่อนหน้าวันที่ 31 ม.ค. บอนด์ยีลด์ก็ปรับลดลงมาต่อเนื่อง เพราะภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอ และผลกระทบไวรัสโคโรน่าที่เข้ามา ก็กระตุ้นให้คนไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น แต่ต่างชาติยังแทบไม่เข้า กระทั่งวันที่ 31 ม.ค.ที่ต่างชาติเข้ามาตะลุมบอนซื้อประมาณ 4 พันล้านบาท และวันที่ 3 ก.พ.เข้าประมาณ 2.5 พันล้านบาท ก็ดันค่าเงินบาทให้กลับมาแข็งค่าขึ้น ทั้งนี้เป็นการเก็งว่า กนง.ลดดอกเบี้ย เพราะตอนนี้บอนด์ยีลด์ 5 ปี ก็ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว”
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า แนวโน้มบอนด์ยีลด์ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่ำไปเรื่อย ๆ แม้จะถึงจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์แล้ว ซึ่งสะท้อนว่ายังมีฟันด์โฟลว์ส่วนหนึ่ง เข้ามาซื้อบอนด์ไทย แม้จะเข้ามาไม่มาก แต่ภาพรวมยังเป็นบวกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น
“ช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน ก็มีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่ยังเข้าลงทุนในตราสารหนี้มากกว่าหุ้นด้วย”