ความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มค่าเงินบาทปี 2563 นี้ ทำให้เคลื่อนไหวกลับข้างกลับทิศ ต่างไปจากปีก่อนที่ทั้งปีเงินบาท “แข็งค่า” ไป 10% มากที่สุดในเอเชีย
โดยปีนี้ มีหลายปัจจัยลบเกิดขึ้นในโลก และที่ส่งผลกระทบหนักหน่วงอยู่ขณะนี้ ก็คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีผลทำให้ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงปัจจุบันเงินบาท “อ่อนค่า” ไปราว 5% แล้ว ซึ่งเป็นการอ่อนค่า “มากที่สุดในเอเชีย” เช่นเดียวกัน
ล่าสุดก็มีปัจจัยเรื่องสงครามราคาน้ำมันเข้ามาอีกระลอก ซึ่งในมุมผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักวิเคราะห์ตลาดการเงินและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงมากไม่น่าจะกระทบทำให้ทิศทางค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าค่าเงินบาทในไตรมาสแรกจะอยู่ที่ 31.7 บาทต่อดอลลาร์, ไตรมาส 2 แข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 30.7 บาทต่อดอลลาร์, ไตรมาส 3 อ่อนค่ากลับไปที่ 31.2 บาทต่อดอลลาร์ และสิ้นปีเงินบาทน่าจะแข็งค่าไปที่ 30.5 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทจะไม่เปลี่ยนไปมาก ส่วนแรกมาจากการที่ราคาน้ำมันก่อนหน้านี้ “แพงกว่า” การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ดังนั้น แม้ระยะสั้นอาจไม่ดีกับสกุลเงินที่ผันผวนสูง แต่ไม่น่ามีผลระยะยาวมากนัก
“ถ้าเกิดเป็นสงครามราคาน้ำมันจริง ถามว่าจะลงไปได้ลึกแค่ไหน เพราะผู้ผลิตจะเป็นฝั่งที่เจ็บเอง ส่วนเงินบาทแม้ระยะสั้นจะถูกกดดันจากแนวโน้มการลงทุนก็จริง แต่ระยะยาวเศรษฐกิจน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ถูกลงมากกว่า” ดร.จิติพลกล่าว
ขณะที่ “รุ่ง สงวนเรือง” ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ไตรมาสแรกนี้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปที่ 31.75 บาทต่อดอลลาร์ จากการขยายวงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปสู่ประเทศต่าง ๆ ประกอบกับมีประเด็นเรื่องราคาน้ำมัน ตลาดหุ้นจึงปิดรับความเสี่ยง (risk off) ทำให้มีกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven)
อย่างไรก็ดี เมื่อถึงไตรมาส 2 ที่หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย คาดว่าค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าในกรอบ 31 บาทต่อดอลลาร์ และหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินต่อได้ภายในเดือน เม.ย.-พ.ค.ก็จะส่งผลให้เงินบาททั้งปีกลับมาแข็งค่าในกรอบ 30.25 บาทต่อดอลลาร์
โดยทั้งหมดนี้อยู่บนสมมุติฐานว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยอีก 0.25% และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 25 มี.ค.นี้
“ข่าวซาอุดีอาระเบียดัมพ์ราคาน้ำมัน ถือเป็นข่าวช็อกตลาด ซึ่งเราก็ต้องรอดูสถานการณ์ว่าจะมีการเจรจากันหรือไม่ แต่วันแรกจะเห็นตลาดตอบรับ หุ้นตกลงมาค่อนข้างมาก แต่ในระยะกลางเรามองว่า แม้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะอ่อนค่า แต่น่าจะเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลาง ๆ ไม่ได้อ่อนค่ามากกว่าสกุลอื่นเช่นเดียวกัน หากแข็งค่าเงินบาทก็จะไม่แข็งค่านำตลาดเกิดใหม่จะล้อไปกับภูมิภาค” รุ่งกล่าว
“ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ความขัดแย้งเรื่องราคาน้ำมัน แม้จะเป็นปัจจัยใหม่ที่เข้ามา แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยใหญ่เทียบเท่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ประเมินทิศทางค่าเงินบาทค่อนข้างยาก เพราะจะเห็นว่าต้นปีค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะ 32 บาทต่อดอลลาร์ และกลับมานิ่งอยู่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงนี้
“จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ และปัจจัยซาอุฯที่เข้ามาใหม่ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่ากว่าที่ธนาคารประเมินไว้ว่าทั้งปีอยู่ที่กรอบ 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากสถานการณ์เหล่านี้ปรับตัวดีขึ้น การท่องเที่ยวกลับมาได้ ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ ดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้น ก็อาจทำให้เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าในกรอบ 31 บาทต่อดอลลาร์ได้” ดร.ทิมกล่าว
“นริศ สถาผลเดชา” ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันลดลง มูลค่าการนำเข้าก็จะลดลง ทำให้ไทยจะเกินดุลมากขึ้น แต่ประเด็นก็คือ คงไม่เกินดุลเพิ่มมาก เนื่องจากขณะนี้การส่งออกก็ทำได้ไม่มาก เพราะซัพพลายเชนถูก “ดิสรัปต์” จากกรณีการปิดประเทศป้องกันการระบาดของไวรัสของจีน ซึ่งคงเทียบไม่ได้กับเรื่องนักท่องเที่ยวที่หายไปต่อเนื่อง หรือเงินลงทุนที่มีแนวโน้มไหลออกไปนอกประเทศมากขึ้น โดยทิศทางเงินลงทุนจะไหลไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

“เงินบาทขณะนี้เราสูญเสียความเป็น safe haven ไปแล้ว โดยตั้งแต่ต้นปีมาค่าเงินบาทก็อ่อนค่าไปแล้ว 5% ในขณะที่ค่าเงินเยนเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยตัวจริง แข็งค่าขึ้นไป 6% ดังนั้น จึงเป็นโฟลว์ไหลออก และตั้งแต่ต้นปีมีโฟลว์ไหลออกจากหุ้นกับพันธบัตรไปแล้วราว 8 หมื่นล้านบาท จึงไม่มีแรงมาหนุนให้บาทแข็ง โดยครึ่งปีแรกมีโอกาสที่จะอ่อนค่าทะลุ 32 บาท” นายนริศกล่าว
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินคงต้องติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้หาทางรับมือได้ทันท่วงที