“บี.กริม” ฝ่าวิกฤตโควิด-19 เตรียมแผนรับมือ “บิ๊กโปรเจ็กต์สิรินธร” อาจล่าช้า หลังระบบขนส่งจีนสะดุด-เอ็นเนอร์ยี่ ไชน่า ต้องเฝ้าระวังอาการ ขอสงวนสิทธิ์ล่าช้า 6 เดือน ยังมั่นใจเป็นไปตามสัญญา-โรงไฟฟ้าไฮบริดอู่ตะเภาติดโควิดลากเซ็น PPA ลุ้น กกพ.ไฟเขียว LNG Shipper
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าการระบาดของโควิด-19 อาจจะส่งผลให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), กิจการค้าร่วม บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM และบริษัท China Energy Engineering Group Shanxi Electric Power Engineering Co., Ltd. หรือเอ็นเนอร์ยี่ ไชน่า ลงนามไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 อาจต้องล่าช้าออกไปจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 12 เดือน และผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในเดือนธันวาคม 2563
ด้านนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วัสดุจากจีนที่ใช้ในการก่อสร้างประสบปัญหาเรื่องความล่าช้าในช่วงแรก โดยเฉพาะการขนส่งแผงโซลาร์ ล่าสุดระบบโลจิสติกส์ของจีนได้กลับมาเปิดดำเนินการเป็นปกติจนสามารถจัดส่งแผงโซลาร์ได้แล้ว “ยกเว้น” เครื่องจักรบางรายการ เช่น เทอร์บาย ขณะที่เอ็นเนอร์ยี่ ไชน่า ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง มีบริษัทแม่อยู่ที่ปักกิ่ง ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาที่ประเทศไทยแล้ว แต่ยังอยู่ในระยะกักตัว 14 วัน (มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง) จนถึงวันที่ 13 มีนาคมนี้ หากไม่มีปัญหาอะไรก็จะสามารถเข้ามาทำงานที่ไทยได้ตามปกติ
“เราได้วิดีโอคอลคุยกับ กฟผ.อย่างใกล้ชิด ประกอบกับสัญญาที่ทำกันไว้มีการสงวนสิทธิ์ความล่าช้า หรือ reserve the right to delay เผื่อเวลาไว้ 3-6 เดือน หากสถานการณ์โควิด-19 ยืดเยื้อออกไปจากระยะเวลาการทำงานปกติก็สามารถขอขยายสัญญาได้” นางปรียนาถกล่าว
ทั้งนี้ โครงการโรงผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำโครงการนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวคือมีกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ (MW) มูลค่าโครงการกว่า 842 ล้านบาท โดยจะใช้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดดับเบิลกลาสที่เหมาะสมกับการวางแผงโซลาร์เซลล์ใกล้ผิวน้ำที่มีความชื้นสูง และมีการเคลื่อนไหวของผิวน้ำอยู่ตลอดเวลา และใช้ทุ่นลอยน้ำชนิด HDPE (high density polyethylene) ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม การติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดบนพื้นที่ผิวน้ำกว่า 450 ไร่ โดยใช้ระบบส่งไฟฟ้าเดิมร่วมกับเขื่อนของ กฟผ. เช่น หม้อแปลง สายส่ง สถานีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตมีราคาถูกต่อคำถามที่ว่าเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทาง บี.กริม เพาเวอร์ จำเป็นที่จะต้องมีการ “ทบทวน” แผนการลงทุนที่วางไว้หรือไม่ นางปรียนาถกล่าวว่า คงมีการทบทวนแผนตามสถานการณ์ แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายที่จะผลิตไฟฟ้าจำนวน 5,000 MW ที่บริษัทจะต้องทำสัญญา PPA ให้ได้ภายในปี 2565
“การพิจารณาโครงการลงทุนในช่วงนี้ บริษัทจะต้องคัดเลือก (ซีเล็กชั่น) ให้มากขึ้น และต้องบริหารจัดการความเสี่ยงให้เข้มข้นขึ้น หากเป็นโปรเจ็กต์ดี ๆ ที่เราดูแล้วว่าจะต่อยอดได้ก็ยังคงมีการดำเนินงานต่อ ส่วนรูปแบบและวิธีการหากไม่สามารถเดินทางไปพบกับลูกค้าหรือเดินทางไปลงนามตามเป้าหมายได้ก็ใช้วิธี conference call กันแทน”
ส่วนแผนการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shiper) ในส่วนของ บี.กริม ที่ได้ยื่นขอใบอนุญาตเป็นผู้นำเข้าและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในเดือนมีนาคมนี้นั้น ล่าสุดมีกระแสข่าวออกมาว่า กกพ.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการนำเข้าก๊าซ LNG (2563-2565) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีแนวโน้มว่า “การนำเข้าก๊าซของ กฟผ.อาจจะถูกชะลอไว้ก่อน” เนื่องจากหลังเปิดให้ กฟผ.ทดลองนำเข้าก๊าซ LNG จำนวน 2 ลำแรก ปริมาณ 130,000 ตัน ปรากฏเสี่ยงต่อปัญหาเรื่องของคุณภาพก๊าซที่ส่งผ่านท่อของ ปตท.กับลูกค้า ต่ำกว่าค่า Wobby Index
“การนำเข้าก๊าซของ LNG Shipper ในภาพรวมถือเป็นโอกาสที่เราจะซื้อแก๊สได้ถูกลง ไม่ใช่คิดแค่กำไรเพราะ 70% ของการผลิตเราเป็นการขายไฟฟ้าให้กับ EGAT ซึ่งจะทำให้ซื้อได้ถูกลงด้วย ขณะเดียวกันกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมก็ได้รับประโยชน์จากแก๊ส LNG ถูกลง แม้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกลงไม่ต้องนำเข้า LNG แก๊สก็ถูกลงอยู่แล้ว หากเบรกไม่ให้นำเข้าก็ไม่ได้กระทบกับผลประกอบการของ บี.กริม เพราะยังไม่ได้ใส่ไว้ในแผน”
ส่วนความล่าช้าในโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าไฮบริดที่สนามบินอู่ตะเภานั้น ทางกองทัพเรือได้อนุมัติที่จะให้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดปีกย่อยในการเจรจา PPA แต่ไม่ได้เป็นประเด็นที่ทำให้โปรเจ็กต์นี้หยุดลง อย่างไรก็ตาม สัญญา PPA อู่ตะเภาควรจะลงนามได้ภายในปีนี้ “แต่ก็ไม่แน่ใจหลังมีสถานการณ์โควิดเข้ามา จะต้องเลื่อนการลงนามออกไปหรือไม่ อย่างไร”
แม้ว่าการดำเนินการทำสัญญา PPA จะล่าช้า แต่ยังคงมองว่าจะเป็นไปตามแผนและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนที่วางไว้ เนื่องจากยังไม่ได้ใส่รายละเอียดของโครงการนี้ไว้ในแผน pipeline 3,500 MW อีกทั้งการรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯก็ได้จัดทำรายงานแบบคอนเซอร์เวทีฟในเรื่องของการเติบโตอยู่แล้ว