หวั่นกำลังซื้อของแต่งบ้านหด จัดแฟร์ออนไลน์ไม่ตอบโจทย์
โควิด-19 ทุบกำลังซื้อ ผู้นำเข้าส่งสัญญาณชะลอซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์อ่วมส่งออกติดลบปี’63 กว่า 6% ส่วนแผนแฟร์ออนไลน์ Stay in STYLE Bangkok ยังไม่ตอบโจทย์ คาดผู้ประกอบการทยอยถอนตัวถึง 50% แนะรัฐเร่งสร้างความมั่นใจ
นายสุพัฒน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ในปี 2563 คาดการณ์ว่าจะติดลบ 6% ปัจจัยสำคัญมาจากเรื่องของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลต่อกำลังซื้อและรายได้ของผู้บริโภคลดลง ถึงแม้ว่าช่วงไตรมาส 1 การส่งออกขยายตัวบวก 3% แต่ภายหลังจากการแพร่ระบาดของโควิดกระจายไปทั่วโลก ทำให้ปัจจุบันไม่มีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาเลย ขณะที่การส่งมอบตามคำสั่งซื้อเดิมเริ่มชะลอส่งมอบมากขึ้นซึ่งเหตุผลหลักไม่ใช่ผลจากการปิดการเดินทาง ขนส่ง หรือโลจิสติกส์ แต่มาจากรายได้ของผู้ซื้อลดลง จึงลดความสำคัญในการซื้อสินค้ากลุ่มนี้ เพื่อหันไปซื้อสินค้าอาหารที่จำเป็นกว่า
“ปัจจุบันผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อการส่งออกมีสัดส่วน 35% ไปยังตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย ซึ่งหลังจากนี้จนถึงปลายปียังต้องประเมินสถานการณ์แบบรายเดือนต่อไป คาดหวังว่าจะคลี่คลายโดยเร็ว”
ตามที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมปรับรูปแบบจัดงาน Stay in STYLE Bangkok จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ไปเป็นรูปแบบonline platform เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าจากทั่วโลกสามารถเข้าชมสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยที่ไม่สะดวกจะเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามและเลือกซื้อสินค้าได้ผ่านระบบออนไลน์นั้น ขณะนี้ได้เริ่มมีการหารือถึงรูปแบบการจัดงานกันบ้าง แต่ยังไม่เห็นรูปแบบและรายละเอียดที่ชัดเจนของกิจกรรมดังกล่าวนี้
“ปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มรายใหญ่ของประเทศไทยอยู่แล้ว และบางรายมีหน้าร้านออนไลน์ หรือมีแพลตฟอร์มของตัวเองจำหน่ายสินค้าหรือให้ลูกค้าอยู่แล้ว การดำเนินงานดังกล่าวอาจจะไม่ตอบโจทย์ได้ในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะปัญหาหลักคือผู้ซื้อรายได้ลดลง อาจต้องขอดูรายละเอียดว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นอย่างไร ตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่จะเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ การจัดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ปรับลดลงเหลือเพียงปีละ 1 ครั้ง จากเดิมปีละ 2 ครั้ง โดยปีนี้เบื้องต้นมีผู้สนใจเข้าร่วมงานลดลง และมีการถอนตัวออก 30-40% จากปกติจะมี 1,000 บูท ประเมินว่าหากยังเป็นเช่นนี้แนวโน้มผู้สมัครจะลดลงไปกว่า 50% ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ เช่น การลดค่าใช้จ่ายค่าบูท การจัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า นอกจากนี้ การเลือกวันเวลาจัดแสดงถือว่าสำคัญ ต้องปรับเพราะเดิมจัดคาบเกี่ยวกับการจัดงานแสดงสินค้าที่ฮ่องกงและจีน มีผลทำให้ลูกค้าต่างประเทศเลือกมาที่ไทยน้อยกว่า”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงคือ ขณะที่การบริโภคในประเทศซึ่งมีสัดส่วนถึง 65% ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ปิดห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ การจำกัดพื้นที่และการเดินทาง ส่งผลต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่แต่ละเดือนจะต้องออกไปหาลูกค้า ส่งสินค้าก็ลดลง ประกอบกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศก็ลดลง เพราะไม่สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ ทำให้รายได้ในส่วนของตลาดภายในประเทศลดลง
“ตอนนี้ทางสมาพันธ์อยู่ระหว่างการจัดหาช่องทาง โดยกำลังจัดหาสถานที่จัดกิจกรรมแสดงสินค้าให้กับสมาชิก เน้นผู้ซื้อภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อช่วยให้สามารถระบายสินค้า และเพิ่มรายได้ให้สมาชิก” นายสุพัฒน์กล่าว