เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
Politics ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปีเดือนละ 60 ล้าน
Uncategorized ‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปีเดือนละ 60 ล้าน
ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
Finance ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
Biz Movement CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
Finance GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
Politics ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
Politics สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
Economic หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
Finance EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
ดูทั้งหมด

คลังรับภาระชดเชย “หนี้เสีย” 70% ดันแบงก์เร่งปล่อยกู้เอสเอ็มอี 5 แสนล้าน

11 เม.ย. 2563 | 17:40น.

“คลัง-ธปท.” ผนึกกำลังหนุนหลังสถาบันการเงิน เร่งมือช่วยลูกหนี้เอสเอ็มอี เปิดเงื่อนไขซอฟต์โลน 500,000 ล้านบาท คลังช่วยรับภาระ “หนี้เสีย” แทนแบงก์ 60-70% ของสินเชื่อใหม่  พร้อมผ่อนเกณฑ์สภาพคล่อง ธปท.แจงเป้าหมายเพื่อให้แบงก์เร่งปล่อยสินเชื่อประคองให้เอสเอ็มอีเดินต่อได้ ขณะที่แบงก์พาณิชย์ยัง “แบ่งรับ-แบ่งสู้” โอดยังแบกความเสี่ยงลูกหนี้ส่อผิดนัดสูง วงในชี้เงินจะไหลไปเข้าธุรกิจที่แข็งแรงเป็นหลัก

ธปท.อุ้มธุรกิจเอสเอ็มอี

ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายเสถียรภาพระบบการเงินและยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่ ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เมื่อ 7 เมษายนที่ผ่านมา มี 2 ส่วนหลัก คือ 1.เลื่อนกำหนดชำระหนี้สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยพักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย “แบบอัตโนมัติ” โดยจะไม่ถือว่าเป็นการเสียประวัติ ที่กำหนดให้เช่นนี้เพราะลูกหนี้กลุ่มนี้มีประมาณ 1.7 ล้านราย ถือว่ามีจำนวนมาก เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ธปท.จึงหารือกับแบงก์พาณิชย์ให้มีผลแบบอัตโนมัติ ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่แบงก์ดูแลและสามารถเจรจาต่อรองได้อยู่แล้ว

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส

อีกมาตรการ คือ สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) 500,000 ล้านบาท ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี เป็นเวลา 2 ปี และที่พิเศษ คือ เงินกู้ใหม่ก้อนนี้จะปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก แต่ก็มีเงื่อนไขว่า ผู้ที่จะมีสิทธิ์กู้ต้องเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินเดิม และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท รวมทั้งจะต้องมียอดค้างชำระไม่เกิน 90 วัน หรือไม่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และวงเงินที่จะสามารถกู้ได้จะไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง เพราะมองว่าเป็นวงเงินที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นสภาพคล่องหมุนเวียน จ่ายเงินลูกจ้างพนักงาน

รัฐชดเชยเอ็นพีแอล 60-70%

ดร.รุ่งอธิบายว่า เหตุผลที่ให้เฉพาะเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้แบงก์เดิม เนื่องจาก ธปท.ต้องการให้มาตรการส่งผ่านออกไปอย่างรวดเร็ว การปล่อยให้ลูกหนี้เดิมที่แบงก์มีข้อมูลและประวัติอยู่แล้ว จะทำให้ธนาคารพิจารณาปล่อยสินเชื่อได้เร็ว ซึ่งธนาคารก็มีต้นทุนดอกเบี้ยซอฟต์โลนเพียง 0.01% นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็จะชดเชยความเสียหายให้กับแบงก์พาณิชย์ในอัตรา 60-70% ในกรณีการปล่อยสินเชื่อใหม่กลายเป็นเอ็นพีแอลหลังครบกำหนด 2 ปี เป็นการจำกัดกรอบความเสียหายให้กับแบงก์พาณิชย์ เพื่อให้กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกหนี้ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ซึ่งรัฐบาลก็เข้ามาช่วยสร้างความมั่นใจในการปล่อยกู้

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาปล่อยกู้ 2 ปี ก็จะมีการเคลียร์บัญชีว่ากลายเป็นหนี้เสียเท่าไหร่ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็จะเข้ามาชดเชยให้ โดยจะชดเชยความเสียหายไม่เกิน 70% ของสินเชื่อปล่อยเพิ่มสำหรับลูกหนี้ที่มีวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท และชดเชยไม่เกิน 60% สำหรับลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท

“สาเหตุที่เงื่อนไขการชดเชยไม่เท่ากัน เพราะ ธปท.ต้องการกระตุ้นให้แบงก์พาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่กับเอสเอ็มอีรายเล็ก ๆ มากกว่า รัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยกรณีเกิดความเสียหายกับกลุ่มนี้มากกว่า” ดร.รุ่งกล่าว

พ.ร.ก.อยู่ในขั้นกฤษฎีกา

ดร.รุ่งยอมรับว่า ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะเกรงว่าหนี้เสียจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ธปท.ก็เข้าไปช่วยผ่อนปรนในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งเรื่องเกณฑ์สภาพคล่องต่าง ๆ ซึ่งจากมาตรการที่ออกมาทั้งหมดเชื่อว่าน่าจะทำให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับเอสเอ็มอีมากขึ้น และเพื่อสร้างกลไกให้เกิดการแข่งขัน หรือเร่งปล่อยสินเชื่อใหม่ดังกล่าว ธปท.จะให้มีการแจ้งและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อทุกสัปดาห์ เพื่อจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ลูกค้าธนาคารทุกรายจะได้รับสินเชื่อใหม่ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคาร แต่หากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพแต่มีปัญหาสะดุด เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด แบบนี้ได้รับความช่วยเหลือแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พ.ร.ก.ที่ให้อำนาจ ธปท.ออกซอฟต์โลน ยังอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา ซึ่งก็คาดว่าจะใช้เวลาราว 1-2 สัปดาห์

“มาตรการครั้งนี้จะแตกต่างจากปี 2540 ซึ่งครั้งนั้นคือตายแล้วไปเก็บศพ ธุรกิจล้มละลายต้องปรับโครงสร้างหนี้ ดังนั้น ครั้งนี้มาตรการออกให้เร็วเพื่อไม่ให้ตาย ให้พยุงตัวไปให้ได้ ในภาวะที่เศรษฐกิจบอบบาง เป็นเชิงป้องกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ออกมาอาจจะต้องมีการรีวิวตามสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส รวมทั้งติดตามว่าที่ออกมานั้นพอมั้ย ส่งผ่านไปได้ดีมั้ย ต้องแก้ไขอะไรหรือไม่”

นอกจากนี้ ดร.รุ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มเอสเอ็มรายเล็กที่ไม่เคยขอสินเชื่อธนาคาร หากต้องการสภาพคล่องก็มีช่องทางเป็นการใช้ซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท จากธนาคารออมสิน ซึ่งในส่วนนี้จะปล่อยสินเชื่อใหม่ไม่เกิน 20 ล้านบาท/ราย ดอกเบี้ย 2% ต่อปีเช่นกัน แต่จะมีความต่างที่จะไม่มีเงื่อนไขปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เหมือนกรณีซอฟต์โลนของแบงก์ชาติ แต่ก็ยังถือว่ามีช่องให้เดิน

ช่วยสภาพคล่องแบงก์เล็ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ธปท.ได้ผ่อนปรนเกณฑ์การบริหารสภาพคล่องชั่วคราวให้กับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยออกประกาศให้เป็นแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ 3 ข้อ คือ 1.ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถดำรงอัตราส่วน li-quidity coverage ratio : LCR และอัตราส่วน net stable funding ratio (NSFR) ต่ำกว่า 100% ได้เป็นการชั่วคราว จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564 เพื่อให้แบงก์มีสภาพคล่องมากขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดรับ จากการเข้าไปช่วยลูกค้า ทั้งพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย

2.ให้ธนาคารพาณิชย์นำมูลค่าที่จะได้รับชดเชยจากรัฐบาลมาปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต สำหรับสินเชื่อส่วนที่เกินจากอัตราการชดเชยจากรัฐบาล โดยให้ใช้น้ำหนักความเสี่ยงตามประเภทลูกหนี้ (เช่น ธุรกิจเอกชน 100% หรือลูกหนี้รายย่อย 75%) และ 3.การให้สินเชื่อซอฟต์โลนของ ธปท. ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าปรับ ค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ใดอีก ส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้ ขอให้เฉลี่ยเรียกเก็บตามงวดที่เหลือหรือเฉลี่ยตามระยะเวลาในช่วงท้ายหลังจากการพักชำระหนี้ หรือเรียกเก็บทั้งหมดในช่วงท้ายของสัญญา รวมถึงธนาคารพาณิชย์อาจพิจารณาขยายเวลาการชำระหนี้เสร็จสิ้นออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤตแล้ว

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ LCR ไม่น่าจะมีประเด็นมากนัก เนื่องจากปัจจุบันระบบแบงก์มีสัดส่วน LCR ในระดับสูงมาก ทั้งระบบอยู่ที่ 187.5% ขณะที่เงินฝากในระบบก็ยังโตต่อเนื่อง สภาพคล่องจึงไม่น่ามีปัญหา แต่น่าจะเป็นผลดีสำหรับแบงก์ขนาดเล็กที่ช่วงนี้อาจจะมีสภาพคล่องตึงขึ้นได้

KTB ขานรับรัฐช่วยรับหนี้เสีย

นายวีระพงศ์ ศุภเศรษฐ์ศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีการปล่อยซอฟต์โลนดอกเบี้ย 2% ให้เอสเอ็มอี เชื่อว่ารัฐบาลคงเห็นถึงปัญหาว่าแบงก์คงไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้กับลูกค้า จึงเข้ามาช่วยชดเชยความเสียหายบางส่วน อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและสูตรการคำนวณการชดเชยความเสียหายที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้เข้ามาชดเชยความเสียหาย ธนาคารก็ต้องดูแลและช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถประคองธุรกิจไปได้ ทั้งเลื่อนชำระหนี้ หรือการเติมสภาพคล่อง แต่ยอมรับว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่อาจล่าช้า เนื่องจากมีขั้นตอนกระบวนการที่ต้องปฏิบัติตาม

“กรณีรัฐบาลมาช่วยรับหนี้เสียบางส่วน ก็ถือว่าช่วยธนาคารลดความเสี่ยงที่จะเกิดอัตราความสูญเสีย (loss ratio) ได้ระดับหนึ่ง เพราะเดิมธนาคารต้องแบกรับความเสี่ยงไว้ทั้งหมด อาจจะทำให้ธนาคารกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะปล่อยสินเชื่อ เมื่อรัฐเข้ามาช่วยแบ็กอัพ เชื่อว่าแบงก์ก็กล้าจะปล่อยมากขึ้น และลูกค้าก็มีโอกาสได้สภาพคล่องดีขึ้น นอกจากนี้ อาจช่วยให้ลูกค้าบางรายที่แม้จะไม่มีปัญหาจากโควิด-19 ธุรกิจก็อาจไม่สามารถไปต่อได้อยู่แล้ว ซึ่งเดิมกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้รับสินเชื่อใหม่ แต่เมื่อภาครัฐเข้ามาช่วยรับหนี้เสียก็อาจช่วยให้ลูกค้ากลุ่มนี้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น” นายวีระพงศ์กล่าว

แบงก์ไม่รับปากปล่อยกู้ง่ายขึ้น

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า เข้าใจว่าตอนนี้ ธปท.อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นธนาคารพาณิชย์ เพื่อลงรายละเอียดแนวทางปฏิบัติ หลังจากอนุมัติในหลักการไป ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนถึงเกณฑ์การคำนวณความเสียหายที่ภาครัฐจะเข้ามารับ ซึ่งต้องรอความชัดเจนก่อน คาดว่าจะออกมาเร็ว ๆ นี้ เพราะ ธปท.และกระทรวงการคลัง รวมถึงรัฐบาลเร่งทำงานกันอยู่

แม้ภาครัฐจะช่วยชดเชยความเสียหายบางส่วน แต่การพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ธนาคารก็ยังต้องปฏิบัติตามพื้นฐานการปล่อยสินเชื่อ เช่น ธุรกิจยังพอไปได้หรือไม่ ความสามารถในการชำระหนี้ เป็นต้น เนื่องจากธนาคารไม่สามารถบอกได้ว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะจบเมื่อไร แต่ลูกค้าที่ยังพอไปได้ ธนาคารยังคงสนับสนุนสินเชื่อเป็นปกติ

เงินไหลเข้า SMEs ที่แข็งแรง

แหล่งข่าวสถาบันการเงินอีกรายกล่าวว่า โครงการช่วยเหลือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผู้ประกอบเอสเอ็มอีของ ธปท. เชื่อว่าที่สุดวงเงินปล่อยกู้จะไหลไปสู่เอสเอ็มอีขนาดกลางที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ใช่เอสเอ็มอีรายเล็ก หรือลูกค้ากลุ่มที่มีความสี่ยง เช่น ลูกค้ามีการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว 3 รอบ รวมถึงไม่ได้มีหลักประกัน เชื่อว่าธนาคารคงไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ

สำหรับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง แต่มีหลักประกันบางส่วน ธนาคารอาจจะปล่อยสินเชื่อให้ แต่คงไม่ปล่อยในวงเงินจำนวนมาก เช่นเดียวกับลูกค้ารายกลาง แต่ไม่แข็งแรง ธนาคารก็อาจไม่ปล่อยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ลูกค้าที่ดูแล้วไม่รอด จะเห็นธนาคารเข้าไปช่วยเช่นกัน แต่จะเป็นการช่วยปรับโครงสร้างหนี้เดิม ไม่ได้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่แน่นอน

“ลูกค้าแย่มาก ๆ ไม่น่าฟื้น แต่ดูแล้วน่าจะเจ๊ง ธนาคารคงไม่ปล่อย แม้ว่าจะมีภาครัฐมาช่วยชดเชยความเสียหายก็ตาม โดยจะเห็นธนาคารเลือกลูกค้าดี ๆ ปล่อยสินเชื่อเพิ่ม วงเงินซอฟต์โลนจะไหลไปสู่ลูกค้ารายกลางที่แข็งแรง และลูกค้าที่มาสะดุดจากผลกระทบไวรัสโควิด-19 ส่วนลูกค้าที่มีตำหนิอาจจะไม่กล้าปล่อย เพราะถ้าปล่อยไปแล้วเสีย แบงก์ก็ต้องแบกรับความเสี่ยง”

แบงก์ชี้แบกความเสี่ยงสูง

แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะเข้ามารับความเสียหาย 60-70% แต่ในสูตรคำนวณเบื้องต้นจะเห็นว่ารับความเสี่ยงน้อยมาก เช่น สมมุติลูกค้ามีหนี้เดิม 10 ล้านบาท แต่มีหลักประกัน 5 ล้านบาท ซึ่งได้วงเงินเพิ่มเติม 20% คือ 1 ล้านบาท รวมวงเงิน 11 ล้านบาท ซึ่งในวงเงินจำนวนดังกล่าว จะเหลือหนี้ไม่มีหลักประกัน 6 ล้านบาท ซึ่งสูตรคำนวณคร่าว ๆ กรณีไม่มีหลักประกัน ภาครัฐเข้ามารับความเสียหายเพียง 1 แสนบาทเท่านั้น คือ หากลูกค้ามีหลักประกันยิ่งน้อย การรับความเสียหายของภาครัฐจะน้อยตาม ซึ่งกรณีเดียวกัน หากลูกค้ามีหลักประกัน 10 ล้านบาท ปล่อยวงเงินเพิ่ม 1 ล้านบาท สัดส่วนภาครัฐจะเข้ามารับความเสียหายสูง 7 แสนบาท

“ธนาคารคงไม่หลับหูหลับตาช่วย เช่น เคสลูกค้ามีหนี้เดิม 10 ล้านบาท มีหลักประกัน 5 ล้านบาท ปล่อยใหม่ 1 ล้านบาท คำนวณความเสียหายแล้ว รัฐเข้ามาชดเชยแค่ 1 แสนบาท แต่อีก 9 แสนบาท อาจจะเจ๊งก็ได้ ทำให้ธนาคารคงมุ่งไปหาลูกค้าดี ๆ ก่อน”

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดธนาคารอาจจะปล่อยสินเชื่อเต็มวงเงินซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทก็ได้ เพราะตอนนี้ก็ต้องช่วยกัน ซึ่งหากปล่อยสถานการณ์แบบนี้ไปเรื่อย ๆ อาจจะหนักกว่าเดิม

โยก 8 หมื่นล้านช่วย “ลีสซิ่ง”

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า ได้จัดวงเงินซอฟต์โลน 8 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ให้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) อาทิ ลีสซิ่ง ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น สามารถนำไปช่วยเหลือลูกค้าอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทางธนาคารออมสินจะออกเกณฑ์ในการช่วยเหลือลูกค้าอีกที

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปให้ลูกค้าน็อนแบงก์ รวมถึงลีสซิ่ง สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ฯลฯ โดยรัฐบาลต้องการให้พักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติ เป็นเวลา 6 เดือนเช่นเดียวกับแบงก์ ซึ่งเบื้องต้นทางสมาคมน็อนแบงก์ยินดีพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ หากรัฐบาลสนับสนุนซอฟต์โลน

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า ส่วนซอฟต์โลนธนาคารออมสิน 1.5 แสนล้านบาท ที่รัฐให้ออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในอัตรา 0.01% ต่อปี เพื่อให้ธนาคารต่าง ๆ นำไปปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีดอกเบี้ย 2% ต่อปี ระยะ 2 ปีนั้น ขณะนี้ออมสินเพิ่งปล่อยไปได้แค่ 1.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะหันไปใช้ซอฟต์โลน วงเงิน 5 แสนล้านบาท ของแบงก์ชาติมากกว่า เนื่องจากเงื่อนไขดีกว่า จากที่รัฐจะชดเชยความเสียหายด้วยการค้ำประกันกรณีกลายเป็นหนี้เสียให้กว่า 60-70% ของสินเชื่อ คลังจึงจะปรับซอฟต์โลนของออมสินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น กลุ่มลีสซิ่ง เพื่อสามารถไปดูแลลูกค้าได้ ซึ่งวงเงิน 8 หมื่นล้านบาท ที่จะเข้าไปช่วยน็อนแบงก์ จะเพียงพอหรือไม่ในระยะเวลาการดูแล 6 เดือน ก็จะต้องมีการเข้าไปหารือกันในรายละเอียดก่อน