Skip to content

เฝ้าระวัง 10 จังหวัด ฝนถล่มหนักถึงสัปดาห์หน้า

25 ก.ย. 2560 | 16:58น.
เฝ้าระวัง 10 จังหวัด ฝนถล่มหนักถึงสัปดาห์หน้า
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่กรมชลประทาน สามเสน ว่ากรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) คาดว่าหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้สภาพอากาศช่วงวันที่ 25-26 กันยายนนี้ จะมีฝนตกจำนวนมากในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ถึง 40-80% จนถึงสัปดาห์หน้า อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก และกาญจนบุรี
พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารจัดการน้ำจากตอนบนถึงตอนกลาง มีการบริหารจัดการอย่างเชื่อมโยงต่อเนื่อง สามารถเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ที่เป็นแก้มลิงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าฝนไม่มากเกินไปกว่าที่พยากรณ์ ก็ไม่กระทบต่อกรุงเทพฯ โดยในพื้นที่กรุงเทพฯมีปัญหาเพียงแค่การระบายน้ำฝนเท่านั้น ซึ่ง 2-3 วันที่ผ่านมา มีปริมาณฝนมาก ทำให้มีน้ำขังรอการระบาย แต่ไม่มีผลกระทบจากน้ำทางตอนเหนือ ที่ปัจจุบันปล่อยน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 1,200–1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที แต่ถ้ามีผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร เขื่อนเจ้าพระยาจะระบายน้ำถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที จึงสบายใจได้ว่า น้ำจากตอนเหนือที่มีปริมาณมากจะยังอยู่ในอ่างเก็บน้ำที่สามารถเก็บน้ำเอาไว้ได้
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวม 53,780 ล้าน ลบ.ม. หรือ 71% มากกว่าปี 2559 รวม 11,777 ล้าน ลบ.ม. จะเพียงพอใช้ตลอดฤดูฝน และยังสามารถรับน้ำได้อีก 21,490 ล้าน ลบ.ม. หรือ 30% โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ แควน้อยบำรุงแดน น้ำอุน น้ำพุง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ และกิ่วคอหมา ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ระหว่าง 80-100% จำนวน 146 แห่ง และปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่า 100% จำนวน 114 แห่ง
“การบริหารจัดการน้ำเดือนตุลาคม จะดูจากปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากนครสวรรค์ ปริมาณ 2,200-2,400 ลบ.ม.ต่อวินาที และจากสะแกกรัง อุทัยธานี ปริมาณ 200-400 ลบ.ม.วินาที โดยทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยารวม 2,400-2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที กรมชลฯจึงต้องผันน้ำเข้า 12 ทุ่ง อาทิ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง เป็นต้น จะสามารถตัดยอดน้ำได้ 740 ลบ.ม.ต่อวินาที คาดว่าจะทำให้น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 2,200-2,100 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยคาดว่าวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา 4 เขื่อน ได้แก่ สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ และภูมิพล จะมีปริมาณน้ำในเขื่อนประมาณ 12,000 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 9,740 ล้าน ลบ.ม.” นายทองเปลวกล่าว

ที่มา : มติชนออนไลน์