Skip to content

‘สุริยะ’ สั่งกรมชลฯ รับมือฤดูฝน-เอลนีโญ วางแผนสำรองน้ำกันแล้งปีหน้า

05 มิ.ย. 2569 | 13:27น.
‘สุริยะ’ สั่งกรมชลฯ รับมือฤดูฝน-เอลนีโญ วางแผนสำรองน้ำกันแล้งปีหน้า

“สุริยะ” กำชับกรมชลประทานเดินหน้าเชิงรุก รับมือฤดูฝนปี 2569 ควบคู่เตรียมแผนรับเอลนีโญที่มีแนวโน้มก่อตัวกลางปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 เสี่ยงฝนน้อย-ฝนทิ้งช่วง-ภัยแล้ง สั่งทำแผนบริหารน้ำรายเดือน เร่งเก็บกักน้ำปลายฤดูฝน พร้อมขุดลอกทางน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำรับน้ำหลาก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC กรมชลประทาน ว่าขณะนี้สภาวะเอนโซ หรือ ENSO อยู่ในช่วงเป็นกลาง แต่มีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป

นายสุริยะกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเชิงรุกในการบริหารจัดการน้ำ โดยต้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา สสน. และ สทนช. จัดทำฉากทัศน์ทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและรุนแรง พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจ หรือ Trigger Point เพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำเป็นรายเดือนให้ทันต่อสถานการณ์

ขณะเดียวกันให้ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ หรือ Rule Curve ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน และสำรองน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอถึงฤดูแล้งปีถัดไป

นอกจากนี้ ยังสั่งเร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกระยะ ทั้งการศึกษา ออกแบบ และก่อสร้าง ควบคู่กับการเพิ่มความจุเก็บกักน้ำ พัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งและกระจายน้ำในเขตชลประทาน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่

สำหรับการรับมือน้ำหลาก ให้เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากรให้พร้อมเคลื่อนย้ายเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที ทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างใกล้ชิด

ด้านการจัดสรรน้ำ ให้ยึดลำดับความสำคัญ ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม โดยต้องจัดสรรอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมวางแผนเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกร และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ

นายสุริยะกล่าวว่า กรมชลประทานต้องจัดทำแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาวเพื่อรองรับความผันผวนจากสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ หรือ Water Grid และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานชลประทานให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว

พร้อมกันนี้ ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนภัยต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วางแผนการใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า

“แม้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่ขอให้ทุกหน่วยวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของประชาชนจากอุทกภัย และการสำรองน้ำต้นทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยแล้งในอนาคต” นายสุริยะกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 43,093 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 56% ของความจุอ่างรวม ยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้อีกจำนวนมาก

ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 13,175 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53% ของความจุอ่างรวม และยังสามารถรับน้ำได้อีก 11,696 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาพรวมสถานการณ์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดีและเป็นไปตามแผนที่วางไว้