Skip to content

“CFO” โลกมองวิกฤตไวรัส เร่งบริหารต้นทุน-ปกป้องพนักงาน

17 เม.ย. 2563 | 20:53น.
“CFO” โลกมองวิกฤตไวรัส เร่งบริหารต้นทุน-ปกป้องพนักงาน

เนื่องจาก PwC จัดทำผลสำรวจ COVID-19 CFO Pulse Survey ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยทำการสำรวจความคิดเห็น และมุมมองของประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน หรือซีเอฟโอ (Chief Financial Officer : CFO) รวมทั้งผู้บริหารทางการเงินอื่น ๆ เกี่ยวกับความกังวลจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ และธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ทั้งนี้ PwC รวบรวมความคิดเห็นของผู้นำทางการเงินในสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก จำนวน 55 ราย ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2563 ผ่านมาพบว่า ซีเอฟโอมีความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเด็นนี้ โดย 87% ของซีเอฟโอมีความกังวลมากว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของพวกเขา ขณะที่ 80% คาดว่า ไวรัสโควิด-19 จะส่งผลให้รายได้ หรือกำไรปีนี้ลดลง ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 33 และ 22 จุด ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับผลจากการสำรวจครั้งก่อนเมื่อสัปดาห์ที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ องค์กรต่าง ๆ กำลังเร่งปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้ โดย 85% ของซีเอฟโอระบุว่า มีการดำเนินการทางการเงินอันเป็นผลมาจากวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นใช้มาตรการควบคุมต้นทุน (67%) และชะลอหรือยกเลิกแผนการลงทุน (58%) ออกไปก่อน นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ด้านอื่น ๆ เช่น ทบทวนค่าใช้จ่ายด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเพื่อสินทรัพย์ทั่วไป รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และบุคลากร

นอกจากนี้ ซีเอฟโอมากกว่าครึ่ง (56%) ยังคาดว่าจะเห็นมาตรการเยียวยา และผลประโยชน์ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับพนักงานมากขึ้น เพราะในขณะที่สภาคองเกรสสหรัฐได้ดำเนินการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวอเมริกัน ชดเชยกับการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และช่วยประคับประคองไม่ให้ธุรกิจล่ม บริษัทต่าง ๆ ก็มีปรับเปลี่ยนผลประโยชน์ของพนักงานและประเมินทางเลือกอื่น ๆ อย่างแข็งขัน เช่น ระงับการจ้างงานเพิ่ม ลดสัปดาห์การทำงาน พิจารณาลดเงินค่าจ้าง และอื่น ๆ

ทิม ไรอัน

“ทิม ไรอัน” ประธาน และหุ้นส่วนอาวุโส PwC สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผู้นำธุรกิจเข้าใจว่าเป้าหมายขององค์กรก่อนเกิดวิกฤตไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเวลานี้ความสำคัญอันดับที่ 1 ของพวกเขาคือ การนำพาองค์กรและพนักงานให้ผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังขยายวงกว้างไปให้ได้

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ มีเพียง 16% ของซีเอฟโอที่ทำการสำรวจเท่านั้น ที่พิจารณาแผนการเลิกจ้างในเดือนเมษายน ในทางตรงกันข้าม พวกเขามุ่งเน้นไปที่การปกป้องสินทรัพย์สำคัญที่สุด ซึ่งนั่นคือพนักงาน และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา เพราะจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวกลับคืนมาโดยเร็ว

“แม้ว่า 84% ของผู้บริหารทางการเงินจะมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ผู้ถูกสำรวจส่วนใหญ่ (76%) ยังเชื่อมั่นว่า ธุรกิจของตนจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 3 เดือน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ้นสุดลงภายในวันนี้ ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลง 14 จุด จากผลสำรวจเมื่อสัปดาห์ที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา”

นอกจากนั้น “เอมิที มิลไฮเซอร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า ของ PwC กล่าวเสริมว่า บริษัทจำนวนมากกำลังต่อสู้กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการดำเนินธุรกิจท่ามกลางภาวะวิกฤตนี้ และถึงแม้ว่าความเชื่อมั่นของซีเอฟโอต่อความสามารถในการพลิกฟื้นธุรกิจให้ได้ภายในไม่กี่เดือนจะลดลงเรื่อย ๆ ก็ตาม

“เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ ยังคงเป็นความกังวลอันดับต้นในสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และเราคาดว่าจะได้เห็นการออกมาตรการทางการเงินที่สำคัญ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสามารถยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจในสัปดาห์ข้างหน้า สำหรับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อกลยุทธ์การควบรวม และซื้อกิจการนั้น ยังคงมีความไม่ชัดเจนในขณะนี้ โดยผู้บริหารทางการเงินส่วนใหญ่ยังคงประเมินสถานการณ์ หรือยังไม่เปลี่ยนแปลงแผนการดังกล่าว อย่างไรก็ดี 13% ของซีเอฟโอระบุว่า ยังคงมองหาโอกาสในการควบรวมและซื้อกิจการมากขึ้น”

ขณะที่ “นีล ดาร์” หัวหน้าสายงานบริการทางการเงิน ของ PwC สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หลังจากผ่านสภาวะช็อกในช่วงแรกมาได้ ผู้บริหารมองถึงอนาคตและเห็นว่า ยังมีบางธุรกิจหรือสินทรัพย์บางประเภทที่มีพื้นฐานที่ดี และมีราคาน่าสนใจมากในตอนนี้ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า เนื่องจากการขอสินเชื่อยังคงดำเนินต่อไปบนพื้นฐานราคา และส่วนต่างของราคาซื้อและขายที่เหมาะสม ก่อนที่เราจะเห็นเครื่องยนต์ของการควบรวมและซื้อกิจการเร่งตัวขึ้นอย่างเต็มที่ แต่ด้วยสภาวะตลาดในปัจจุบัน เราคาดว่าจะเห็นการลดราคาแบบกระหน่ำเป็นจำนวนไม่มากนักในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลสำรวจซีเอฟโอ และผู้บริหารทางการเงินจำนวน 55 คน พบว่า 80% ของผู้ถูกสำรวจมาจากบริษัทชั้นนำในทำเนียบฟอร์จูน 1000 และอีกส่วนหนึ่งมาจากองค์กรด้านสุขภาพที่ไม่แสวงหากำไร หรือจากบริษัทเอกชน นอกจากนี้ ผู้ถูกสำรวจ 45 คน มาจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่อีก 10 คนที่เหลือมาจากเม็กซิโก

“นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย” หัวหน้าสายงาน Clients and Markets หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจครอบครัว และหุ้นส่วนสายงานภาษีและกฎหมาย บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สำหรับผลสำรวจความคิดเห็นของซีเอฟโอ ครั้งที่ 2 PwC ยังจัดทำผลสำรวจฉบับอาณาเขตต่าง ๆ (multiterritory findings) นอกเหนือไปจากสหรัฐ และเม็กซิโก ซึ่งได้ทำการสอบถามมุมมองความคิดเห็นของซีเอฟโออีก 153 ราย ใน 8 อาณาเขตและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ประกอบด้วย บาห์เรน, เนเธอร์แลนด์, ฟิลิปปินส์, โปรตุเกส, กาตาร์, สวิตเซอร์แลนด์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย พบว่า 82% ของซีเอฟโอในประเทศเหล่านี้มีความกังวลว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ (เปรียบเทียบกับ 87% ของซีเอฟโอในสหรัฐ และเม็กซิโก)

ขณะที่เกือบ 1 ใน 3 หรือ 32% คาดว่ามีแผนเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าสหรัฐ และเม็กซิโกถึงเท่าตัว

ดังนั้น ในส่วนของความกังวลสูงสุด 3 อันดับแรกจากผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ซีเอฟโอในประเทศเหล่านี้จึงมองว่าภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นความกังวลอันดับแรก (67%) ตามมาด้วยอันดับที่ 2 ผลกระทบทางการเงิน ซึ่งรวมถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในอนาคต สภาพคล่อง และแหล่งเงินทุน (61%) และอันดับที่ 3 ผลกระทบต่อกำลังแรงงานและการลดลงของประสิทธิภาพการผลิต (44%)

แต่อย่างไรก็ดี ซีเอฟโอในประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ (75%) มั่นใจว่า ธุรกิจของตนจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 3 เดือน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ้นสุดลงภายในเร็ว ๆ นี้

“ธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ไม่แตกต่างจากธุรกิจทั่วโลก ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยากลำบากในการประคับประคองธุรกิจในสถานการณ์ที่ซัพพลายเชนตึงตัว ท่ามกลางกำลังซื้อที่ค่อย ๆ หดหาย ตามการว่างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ทุกองค์กรก็ทำงานอย่างดีที่สุดในการปรับกลยุทธ์ในทุก ๆ มิติ เพื่อรับมือสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากในเวลานี้”

“สำหรับธุรกิจไทยที่ยังคงตั้งหลักไม่ถูก สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤต สำรวจและประเมินสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และวางแผนบริหารจัดการต้นทุนทั้งในระยะสั้นถึงระยะกลาง และที่สำคัญ คือ ต้องดูแลพนักงานของตัวเองเพื่อให้พวกเขามั่นใจว่า พวกเขาจะได้รับการปกป้อง และจะผ่านพ้นจากภาวะวิกฤตไปพร้อม ๆ กับองค์กร”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

PwC