เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐบาลจ่อถก 5 จังหวัดอีสานตอนบน​ ชงโครงการของบ ‘ครม.สัญจร​‘ อุดรธานี​
Politics รัฐบาลจ่อถก 5 จังหวัดอีสานตอนบน​ ชงโครงการของบ ‘ครม.สัญจร​‘ อุดรธานี​
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
ไอเดียร์ แจง สามีเคยถือจริง หุ้น Mixed Order Limited แต่ขายออกก่อนรับตำแหน่ง สส.
Politics ไอเดียร์ แจง สามีเคยถือจริง หุ้น Mixed Order Limited แต่ขายออกก่อนรับตำแหน่ง สส.
ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ต.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ต.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา! ครม.ไฟเขียว หมื่นล้าน ‘เยียวยาน้ำท่วม’ เฟส 2 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาพืชเกษตร
Politics จับตา! ครม.ไฟเขียว หมื่นล้าน ‘เยียวยาน้ำท่วม’ เฟส 2 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาพืชเกษตร
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (20 ต.ค. 69) ปรับลง 0.43% อยู่ที่ 81,686 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (20 ต.ค. 69) ปรับลง 0.43% อยู่ที่ 81,686 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (20 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (20 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
Business ‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
Biz Movement วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
Business เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
ดูทั้งหมด

“ไวรัส” กระตุ้นปมขัดแย้ง “จีน-สหรัฐ” สงครามการค้าปะทุรอบใหม่

21 พ.ค. 2563 | 16:52น.

ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาเริ่มปะทุขึ้นนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ โดยความขัดแย้งสะท้อนผ่านการเกิดขึ้นของ “สงครามการค้า” ระหว่างสองชาติ ก่อนจะสงบลงชั่วคราวภายหลังการลงนามในข้อตกลง “เฟสแรก” อย่างไรก็ตาม รากฐานของปัญหายังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของ 2 มหาอำนาจ ขณะที่การระบาดของ “โควิด-19” จุดชนวนให้สงครามการค้ากลับมาปะทุอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะสงบศึกการค้าชั่วคราว ภายหลังสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีคาดว่าบรรยากาศความตึงเครียดน่าจะสงบลงไปถึงช่วงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐช่วงปลายปีนี้ แต่การระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 กลับทำให้บรรยากาศความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจกลับมาตึงเครียดรอบใหม่

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การระบาดของไวรัสทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสหรัฐและจีนตกต่ำลงถึงขีดสุดในรอบหลายทศวรรษ นอกจากจะเห็นการตอบโต้ทางคำพูดระหว่าง 2 ฝ่ายแล้ว รายงานยังระบุด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐยังเตรียมแผนมาตรการตอบโต้จีน จากการเป็นต้นเหตุของสถานการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ เช่น การเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการยกเลิกภาระหนี้สินของสหรัฐที่มีต่อจีน หรือการ “เบี้ยวหนี้จีน” อีกด้วย

นอกจากนี้ การระบาดของไวรัสยังทำให้เกิดกระแสชาตินิยมขึ้น โดยผลสำรวจซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ของสำนักวิจัยพิวแห่งสหรัฐพบว่า ชาวอเมริกันกว่า 66% มีมุมมองที่ “ไม่พอใจ” ประเทศจีน เนื่องจากเป็นต้นเหตุของการระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการเริ่มทำโพลเมื่อปี 2005

ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า ชาวจีนก็ไม่พอใจสหรัฐอย่างมากเช่นกัน จากวาทกรรมเหยียดเชื้อชาติอย่าง “ไวรัสจีน” โดย “เดวิด ซไวก์” ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง ระบุว่า ความรู้สึกชาตินิยมของชาวจีนเพิ่มขึ้นจากการถูกเหยียดหยามโดยต่างชาติ ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ขยายความรู้สึกดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากขึ้น

กระแสดังกล่าวเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาล “ทรัมป์” หันมาเปิดศึกกับจีนอีกรอบ ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายปี เพื่อสร้างความนิยมและกลบเกลื่อนปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งทางการค้าจึงกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากสงบชั่วคราวนับตั้งแต่การเซ็นสัญญาการค้าเฟสแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประเด็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศมาตรการจำกัดการเข้าถึงอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของ “หัวเว่ย” บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งนับเป็นการตัดบริษัทเทคโนโลยีของจีนออกจากห่วงโซ่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีของโลก เนื่องจากอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่มีฐานการผลิตในสหรัฐและประเทศพันธมิตร

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ในวันที่ 17 พ.ค. ระบุว่า การกระทำของสหรัฐเป็นความพยายามกีดกันบริษัทเทคโนโลยีของจีนออกจากระบบซัพพลายเชน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบห่วงโซ่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีของโลก และจีน พร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้ทุกวิถีทาง

หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในของรัฐบาลจีนระบุว่า จีนเตรียมประกาศขึ้น “บัญชีดำ” บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ เช่น แอปเปิล, ซิสโก้ และควอลคอมม์ โดยจำกัดการทำธุรกิจร่วมกับภาคธุรกิจจีน รวมถึงอาจดำเนินการไต่สวนบริษัทดังกล่าวตามกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ และกฎหมายการต่อต้านการผูกขาดของจีน นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังอาจยกเลิกการซื้อเครื่องบินโบอิ้งจากสหรัฐอีกด้วย

“ฟาง เสี่ยงตง” ผู้ก่อตั้ง “ไชน่าแล็บ” สำนักคิดทางด้านเทคโนโลยีของปักกิ่งชี้ว่า “สงครามการค้าเวอร์ชั่นสงครามเทคโนโลยีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” ซึ่งสงครามเทคโนโลยีระหว่าง 2 มหาอำนาจ อาจนำไปสู่สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า The Great Decoupling หรือการแบ่งห่วงโซ่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีของโลก ออกเป็น 2 ระบบ

ล่าสุดวันที่ 18 พ.ค. “เอเชียน นิกเคอิ รีวิว” รายงานว่า บริษัทผู้ผลิตชิปอย่างไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ เมนูแฟคเจอริ่ง คอร์ป หรือ “ทีเอสเอ็มซี” ได้ประกาศยกเลิกคำสั่งซื้อชิปจากหัวเว่ย

ขณะเดียวกัน ทีเอสเอ็มซี ซึ่งนับเป็นผู้ผลิตชิปและป้อนสินค้าดังกล่าวให้กับบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ได้ประกาศลงทุนสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนาของสหรัฐ มูลค่ากว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทระบุว่าโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลก พร้อมระบุว่า การลงทุนในสหรัฐของทีเอสเอ็มซีจะเป็นการดึงการผลิตชิปกลับสู่สหรัฐ และเป็นการจำกัดการเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ของบริษัทจากจีน ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า การแยกห่วงโซ่อุปทานกำลังเกิดขึ้นแล้ว

การตัดสินใจเลือกข้างสหรัฐของทีเอสเอ็มซี ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไต้หวัน อาจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เนื่องจากไต้หวันเองก็ยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐในการคานอิทธิพลของรัฐบาลจีน

แต่อย่างไรก็ดี The Great Decoupling จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศอื่นคงไม่สามารถเลือกข้างได้ง่ายนัก หากยังต้องอิงผลประโยชน์กับทั้ง 2 มหาอำนาจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน สหรัฐ