“ลิงเก็บมะพร้าว” ลามผู้นำเข้าอังกฤษขอยืนยันแหล่งวัตถุดิบ “ขนม-กะทิ”
ปัญหาใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าวไม่จบ ผู้ประกอบการไทยวอนรัฐรีบแก้ปัญหา ด้านเอกชนรายใหญ่รวมตัวติดต่อคณะทูตโซนยุโรป อังกฤษ พาลงพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ดูกระบวนการผลิตใช้คนเก็บมะพร้าว
วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 นายพีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ศรีฟ้า โฟรเซนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่ ทองม้วน และโฟรเซนโดจ์ ภายใต้แบรนด์ศรีฟ้าและสุธีรา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ บริษัทผู้นำเข้าสินค้าทองม้วนรายใหญ่จากอังกฤษ ได้มีการขอข้อมูลหลักฐานเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบประเภทมะพร้าว ว่าไม่ได้มีการใช้แรงงานลิงตามที่องค์กร PETA และรัฐบาลอังกฤษใช้เป็นเหตุผลในการกีดกัน สินค้าประเภทนี้
“ทางศรีฟ้ามีความกังวลว่านโยบายห้ามนำเข้าหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนในการใช้แรงงาน ลิงจะมีผลกระทบต่อเนื่องมาถึงทองม้วน ซึ่งมีส่วนผสมของกะทิอยู่มากถึงกว่า 40% และส่งผลกระทบต่อรายได้ ของบริษัท เพราะถ้าหากมีการบังคับใช้จริงผู้นำเข้าอาจจะต้องยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าประเภทนี้ทั้งหมด โดยปกติบริษัทศรีฟ้าโฟรเซ่นฟู้ด ส่งออกทองม้วนเข้าไปตลาดอังกฤษมีมูลค่าประมาณ 25 ล้านบาทต่อปี”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นอาจเป็นเหมือนมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศผู้นำเข้า จึงอยากให้ภาครัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ไปเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้อังกฤษรับทราบ
- 5 แสนแรงงานการ์เมนต์ระทึก โรงงานจ่อปิดประกันสังคมเมินจ่าย 62%
- อวสานฮับค้าส่ง! จาก “จตุจักร” ถึง “แพลทินัม” ปิดแผง-ปิดป้ายเซ้งเกลื่อน
เชิญคณะทูตลงพื้นที่
แหล่งข่าวจากวงการส่งออกน้ำกะทิเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันที่ 23 กรกฎาคม ผู้ส่งออกอาหารที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว กะทิ และผลิตภัณฑ์แปรรูปหลายใหญ่หลายรายได้รวมตัวกันติดต่อพาคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะจากโซนยุโรปและอังกฤษลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม แหล่งปลูกมะพร้าวใหญ่ในภาคกลางเพื่อพาไปชมกระบวนการเก็บมะพร้าวตามสวนต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยภาพลักษณ์ของการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นในภาคใต้ แต่ในภาคกลางไม่มีการใช้ลิงเก็บมะพร้าว สวนต่าง ๆ จะใช้คนเก็บ
“เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเกมในการกีดกันทางการค้า ซึ่งในความเป็นจริงผู้ส่งออกกะทิไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากสินค้ากะทิส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปวางขายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ น้อยมาก ปริมาณสินค้าหลักที่ส่งออกไปจะส่งไปขายยังร้านอาหารไทย ร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เป็นของคนจีน คนเวียดนามที่เปิดร้านขายในลักษณะคล้ายห้องแถวในบ้านเรา ซึ่งคนเอเชียส่วนใหญ่จะไปซื้อมาปรุงอาหาร แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ และเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องเร่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น ไม่ใช่ให้ภาคเอกชนวิ่งแก้กันเอง”
หวั่นไทยถูกแย่งตลาดมะพร้าว
นายพีรโชติ จรัญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ถ้ามองในภาพรวมการส่งออกกะทิกระป๋องของไทยถือว่าได้รับผลกระทบมาก กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะตลาดจะพังหมด และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปหลายปี เมื่อลูกค้ามองว่าไทยใช้แรงงานลิงในการเก็บมะพร้าว แต่ไม่ได้มองการใช้ลิงเก็บมะพร้าวในเวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ และถ้าต่างประเทศหันไปซื้อมะพร้าวและกะทิจากประเทศเหล่านี้ก็เป็นการยากที่จะหันกลับมาซื้อของประเทศไทย และจะเหมือนกับการส่งออกข้าว เมื่อก่อนไทยมีการส่งออกข้าวอันดับ 1 แต่ตอนนี้ก็ตกอันดับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกะทิ ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 800,000 ไร่ทั่วประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่เป็นกว่าล้านไร่ ในอนาคตไทยอาจจะไม่ใช่เบอร์ 1 ในการส่งออกมะพร้าว เหมือนการส่งออกข้าว
“ประเทศไทยเจอปัญหาการกีดกันทางการค้ามานานแล้ว ถือเป็นปัญหาใหญ่ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยดูแลผู้ประกอบการ แต่พอเกิดเหตุการณ์ครั้งใด ภาครัฐได้หันมาดูแลผู้ประกอบการอย่างจริงจัง เช่น นโยบายเกษตรอินทรีย์ ที่ภาครัฐบอกจะช่วยเหลือแต่ไม่ได้ทำอย่างที่พูด แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่กระทบภาพลักษณ์ระดับประเทศ ทางภาครัฐจึงออกมาเคลื่อนไหว”
สำหรับทิศทางราคามะพร้าวคาดว่าจะมีผลกระทบแน่นอนถ้าหากผู้ประกอบการ หรือผู้ส่งออกมีผลผลิตจำนวนมากแต่ไม่มีช่องทางการขาย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาภาพลักษณ์ของประเทศชาติ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขโดยเร็ว อาจจะส่งผลในปีต่อ ๆ ไปด้วย และอย่าเพิ่งมองว่าเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นฤดูกาลเก็บมะพร้าว ราคาตกต่ำ แต่กลัวราคาจะตกแบบยั่งยืน