‘สภาเรือ’ผวาศึกทะเลจีนใต้ หวั่นกระทบต้นทุนขึ้นเบี้ยประกันภัยสินค้า
สภาผู้ส่งออกจับตาภาวะตึงเครียดทะเลจีนใต้ หวั่นกระทบต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ 2 เด้ง ทั้งค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม-ค่าเซอร์ชาร์จเรือ ด้านสมาคมประกันวินาศภัยไทยชี้ หากสถานการณ์ยังระอุอาจมีขยับเบี้ยได้ มั่นใจกระทบไม่มาก พอร์ตประกันภัยทะเลมูลค่าแค่ 5 พันล้าน ด้าน “คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย” ยังไม่ปรับเบี้ยประกันภัย ชี้หวั่นผลกระทบโควิดทุบส่งออกมากกว่าทะเลจีนใต้
นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทาง สรท.ติดตามประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดกรณีที่เกิดความตึงเครียดบริเวณทะเลจีนใต้ หลังจากจีนปล่อยขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูก มาตกในบริเวณที่กำลังเกิดข้อพิพาทกับชาติอาเซียน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา หากมีการใช้ความรุนแรงอาจจะส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวทุกเส้นทาง เพราะพื้นที่ทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อกันระหว่างท่าเรือใหญ่ในจีนเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง มายังสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย ซึ่งอ้อมได้ยาก
สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแยก เป็น 2 ประเด็น คือ 1) ช่วงหลังไม่มีสงครามเต็มรูปแบบ ทำให้บริษัทประกันส่วนใหญ่แถมเงื่อนไขความเสี่ยงสงคราม (war risk clause) ไปในเบี้ยประกันปกติไปเลยโดยไม่เก็บเพิ่ม ต่างจากในอดีตที่มีการประกาศสงครามเต็มรูปแบบ เคยมีการเก็บที่ 0.05% จากทุนประกัน (สินค้า) 2) กรณีของบริษัทเรือที่ต้องการประกันตัวเรือ อาจเรียกเก็บ surcharge จากเจ้าของสินค้าเพิ่มได้ ในกรณีเส้นทางตะวันออกกลาง ซึ่งมีสถานการณ์ในบางช่วงสายเรือมีการเรียกเก็บ 35USD/ตู้ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ทะเลจีนใต้ตึงเครียดขึ้น เสี่ยงที่อาจทำให้ผู้ส่งออกต้องมีต้นทุนเพิ่มทั้ง war risk clause และ surcharge
ขณะที่ นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อาจจะยังเร็วเกินไปที่กรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการขยับเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง (marine insurance)เนื่องจากยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น และไม่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวรุนแรงขึ้น หรือมีการประกาศเป็นพื้นที่อันตราย ก็จะมีผลกระทบต่อการขยับเบี้ยประกันได้ แต่ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้ว เงื่อนไขในกรมธรรม์จะมีข้อยกเว้นความคุ้มครองที่เกิดจากภัยสงคราม หากต้องการให้มีความคุ้มครองพิเศษต้องตกลงกับบริษัทก่อนทำสัญญา ซึ่งจะให้ความคุ้มครองเฉพาะเมื่อสินค้าอยู่บนเรือ และให้ความคุ้มครองเพิ่มอีก 15 วัน ณ ท่าปลายทาง หลังจากเรือสินค้ามาถึง และไม่สามารถขนถ่ายสินค้าลงได้
ปัจจุบันภาพรวมพอร์ตประกันภัยทางทะเลและขนส่ง มีเบี้ยรวม 5,000 ล้านบาท สัดส่วนไม่ถึง 5% ของเบี้ยรับทั้งระบบ 2.4 แสนล้านบาท โดยเจ้าตลาดเป็นบริษัทประกันสัญชาติญี่ปุ่น ให้บริการลูกค้าญี่ปุ่น ซึ่งโดยรวมมีอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้ ที่ 50-60% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในต่างประเทศที่อยู่ 30-40% เนื่องจากไทยมีการขยายขอบเขตความคุ้มครองไปถึงความรับผิดของผู้ขนส่งด้วย ซึ่งมีเคลมประกันที่สูง
นายเสรี กวินรัชตโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) เจ้าตลาดการประกันภัยทางทะเลและขนส่งในประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย คือ ธุรกิจยานยนต์ ซึ่งมีตลาดส่งออกในตะวันออกกลางและเอเชีย จะไม่ได้ส่งออกไปยังจีน หรือสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยทางทะเลและขนส่งโดยตรง แต่จากสงครามการค้าหรือความขัดแย้งต่าง ๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐ จะส่งผลทางอ้อมต่อการเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจทั่วโลกที่อาจจะเติบโตต่ำ ซึ่งจะสะท้อนมายังการเติบโตของธุรกิจประกัน
“ปกติแล้วความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางน่านน้ำและทางอากาศ จะไม่กระทบกับการขนส่งเชิงพาณิชย์ ทั้งเครื่องบินและการเดินเรือ เนื่องจากเส้นทางแต่ละจุดมีการกำหนดพื้นที่ที่ไม่เสี่ยงไว้อยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่น่ากังวลมากกว่าความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ คือ หากการระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะยิ่งกดดันยอดการส่งออกและนำเข้าฟื้นตัวได้ยาก และจะกระทบต่อการเติบโตของเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนต้องปรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องรอประเมินความเสียหายจากผลกระทบโควิดที่เกิดขึ้นก่อน โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เบี้ยประกันส่วนนี้เหลืออยู่แค่ 622 ล้านบาท หดตัวไป 6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นสัญญาณบวกหลังมาตรการปลดล็อกดาวน์ แต่ปัจจุบันเบี้ยประกันก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเป็นบวก” นายเสรีกล่าว