จี้เร่งอัดฉีด “เที่ยวไทย” เติมความหวังผู้ประกอบการท่องเที่ยว
น่าจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยสำหรับปีนี้ต้องฝากความหวังไว้กับตลาดภายในประเทศ หรือ “ไทยเที่ยวไทย” เป็นหลัก เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มเปิดประตูรับต่างชาติให้เดินทางเข้ามาในประเทศได้ แต่ก็ยังคงอยู่ในกลุ่มที่จำกัด จึงยังไม่เป็นนัยสำคัญในเชิงของรายได้มากนัก
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ควงแขนนายกสมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ มาอัพเดตสถานการณ์ภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มในไตรมาส 4 และภาพรวมสำหรับปีนี้ไว้ดังนี้
ผู้ประกอบการมีรายได้แค่ 10%
“ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกเซ็กเตอร์ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมายังคงเผชิญกับปัจจัยที่หนักอย่างต่อเนื่องและเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐเริ่มทยอยสิ้นสุดลง ขณะที่ปัญหาใหญ่คือ เรื่องซอฟต์โลน หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึง

โดยพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ต, พัทยา, สมุย, พังงา ฯลฯ ที่แม้รัฐจะปลดล็อกให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัดได้ แต่พบว่ารายได้ของผู้ประกอบการทุกเซ็กเตอร์ลดลงเหลือเพียงแค่ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กระทั่งมีการทยอยออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศออกมาต่อเนื่อง แต่ตัวเลขรายได้ของผู้ประกอบการก็ยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร จึงประเมินว่าแนวโน้มสำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็จะยังอยู่ในภาวะที่ไม่ได้ดีนักเช่นกัน
“ส่วนตัวกล้ายืนยันว่า จากนี้ไปแม้ว่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทยอาจจะมีคนเดินทางท่องเที่ยวบ้าง แต่การใช้จ่ายโดยรวมจะยังคงไม่กระเตื้องนัก ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เข้ามาเป็นตัวเลขหลักพันเท่านั้น ก็ไม่น่าจะถือเป็นปัจจัยบวกได้มากนัก” ชัยรัตน์ระบุ
อัตราเข้าพักโรงแรมเฉลี่ย 10%

เช่นเดียวกับ “สุจินต์ เจียรจิตเลิศ” อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ที่ให้ข้อมูลว่า หลังจากรัฐเปิดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัดได้ ยอมรับว่าการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเริ่มกลับมาและมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เนื่องจากเป็นซีซั่นของการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งจะเริ่มมีงานอีเวนต์ใหญ่ต่อเนื่อง มีวันหยุดมากขึ้น รวมทั้งสภาพอากาศยังเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วย
อย่างไรก็ตาม การเดินทางของนักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับมากกว่าพักค้างคืน ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของธุรกิจโรงแรมที่ผ่านมาอยู่กับในระดับเพียงแค่ 10% จึงมองว่าภาครัฐควรยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้ต่อเนื่อง เพื่อต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว
วอนเปิดรับ นักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว
“วิชิต ประกอบโกศล” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดนำเข้ามาในประเทศ (อินบาวนด์) ว่า ประเทศไทยไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมารวม 6 เดือนเต็ม ๆ แล้วแต่ในขณะนี้ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลได้เปิดประเทศแบบจำกัดกลุ่มแล้วและคาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยเดินทางเข้ามาได้มากขึ้นตามกลุ่มที่ได้รับการผ่อนปรน แต่ก็ยังถือว่ามีจำนวนที่น้อยมาก รวมแล้วไม่ถึง 5% ของภาพรวมทั้งหมด

“ที่ผ่านมาแนวทางการเปิดประเทศของไทยได้รับความสนใจจากต่างประเทศอย่างมาก มีการสอบถามข้อมูลเข้ามายังสมาคมแอตต้าจำนวนมาก”
ทางสมาคม ATTA จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเปิดรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 20 ประเทศ เช่น จีน (หลาย ๆ มณฑล), ไต้หวัน เป็นต้น ให้เข้ามาโดยไม่ผ่านกระบวนการกักตัว 14 วัน แต่ให้นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด บริหารอย่างระมัดระวัง เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศเหล่านี้มีระยะเวลา
เดินทางสั้น 5-7 วันเท่านั้น ซึ่งมองว่าหากมีความเป็นไปได้เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาได้ทันทีในเดือนธันวาคมไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท
“ตอนนี้ 1 ไตรมาสรายได้ท่องเที่ยวหายไป 5 แสนล้านบาท ผ่านไป 2 ไตรมาสหายไปแล้ว 1 ล้านล้านบาท และกำลังจะเข้ามาอีก 1 ไตรมาส คือ ในไตรมาส 4 นี้หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก” วิชิตย้ำ
ติดอาวุธกลุ่มทัวร์เอาต์บาวนด์

ด้าน “สุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ” นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) บอกว่า สำหรับท่องเที่ยวตลาดนำนักท่องเที่ยวไปต่างประเทศ(เอาต์บาวนด์) ถึงขณะนี้ผู้ประกอบการทุกคนอยู่ในภาวะตายสนิทมากเพราะไม่สามารถเดินทางได้ และเชื่อว่าสถานการณ์แบบนี้จะลากยาวไปอีก 2-3 ปีแน่นอน
โดยปัจจุบันทางสมาคมได้พยายามติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มทัวร์เอาต์บาวนด์ พร้อมทั้งปรับทิศให้ผู้ประกอบการหันมาทำตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศทดแทน
“พวกเราไม่มีประสบการณ์ทำท่องเที่ยวภายในประเทศ ในช่วงเริ่มต้นนี้จึงต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ แต่เราจะโฟกัสทำตลาดในระดับพรีเมี่ยมเป็นหลักเพื่อสร้างทางเลือกให้กับคนไทย นอกจากนี้ยังประสานงานกับกระทรวงแรงงานเพื่ออัพสกิลและรีสกิลผู้ประกอบการควบคู่กันไปด้วย”
หวั่นกำลังซื้อฉุดไทยเที่ยวไทย
ขณะที่ “ธนพล ชีวรัตนพร” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ ขณะนี้ทุกภาคส่วนได้หันมาทำตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศกันหมด และภาครัฐให้จัดสรรงบประมาณสำหรับกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่ใช้งบฯถึง 22,400 ล้านบาท ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมนี้ แต่การเข้าถึงมาตรการดังกล่าวยังมีอัตราที่ต่ำมาก จึงอยากเสนอให้รัฐบาลต่อโครงการไปถึงสิ้นปี และทำการปรับเงื่อนไขเพื่อให้เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้นด้วย

“วันนี้อยากเสนอว่ารัฐควรใช้กลไกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยการสนับสนุนงบประมาณผ่านบริษัทนำเที่ยว เนื่องจากบริษัทนำเที่ยวเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนทุกเซ็กเตอร์ของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง”
“ธนพล” ยังบอกด้วยว่า ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับตลาดไทยเที่ยวไทยในขณะนี้ คือ “กำลังซื้อ” ของคนไทยที่ลดลงจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ คนว่างงานฯลฯ ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวให้ชัดเจนและตรงเป้าหมายมากกว่าเดิม เพื่อให้อัตราการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยมีความถี่มากกว่าที่ผ่านมา
เพราะเวลานี้ “ไทยเที่ยวไทย” หรือการท่องเที่ยวภายในประเทศ น่าจะเป็นความหวังเดียวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวทุกเซ็กเตอร์ในช่วงปี 2 ปีนี้